08 พฤษภาคม, 2552

Trust

(คัดลอกจากบันทึกการเดินทางประจำวันที่ 7 พ.ค. 2552)

วันนี้ติวเสร็จปุ๊ป เพื่อนๆ จากภาคเดียวกัน ก็ออกไปกินข้าวทันที อื่ม...ไม่มีใครรอเราเลยแฮะ...อืม ก็ไม่ได้คิดอะไรนะ...เอ๊ะ แต่ถ้าไม่ได้คิดอไรแล้วจะเก็บมาเขียนทำไม

ก็ ก็แค่คิดว่า ถ้าตอนนี้เรามี Pen, Neu, Noock หรือวุฒิอยู่ ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็ได้เห็น และซึ้งน้ำใจในเพื่อนๆ มากขึ้น

และก็ดีใจนะ ที่วันนี้ถึงแม้จะอยู่คนเดียว แต่เราก็ยังอยู่ได้


04 พฤษภาคม, 2552

เคียงบ่าเคียงไหล่

คิลิกเห็นแบล็คสตาร์สีหน้าไม่ค่อยดี รีบเดินไปประคองไหล่ทันที

"เป็นอะไรไป แบล็คสตาร์ ไม่สมกับเป็นนายเลย"

"หนวกหูเฟ้ย!! หุบปากเถอะ ขอยืมไหล่หน่อย"

"เออ ก็มาเพื่อทำแบบนั้นแหละ"

จาก หนังสือการ์ตูน Soul Eater เล่มที่สิบ

...

ฉันจะมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อทำแบบนั้นแหละ

12 เมษายน, 2552

ฝัน

เมื่อคืนฝันว่า...ไม่ใช่เมื้่อคืนสิ เมื่อตอนเช้าๆ สายๆ เนี่ยแหละ

ฝันว่าเราเดินทางกลับไปที่สถานีวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต
เป็นการนัดกันไปเจอเพื่อนๆ รุ่นที่ 15 ด้วยกัน

ในฝัยก็วุ่นวายนิดหน่อย ตามประสาความฝันช่วงกลางวัน
เช่น...
ด้านหน้า ก่อนเข้าถึงสถาบัน จะต้องผ่านมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก่อน (ซึ่งมันอยู่ตั้งเชียงใหม่! แต่ดันไปโผล่ที่ภูเก็ต)
ด้วยความขี้เกียจเดินตามเคย ฮัลเลย์เลยจ้างมอ'ไซค์หน้ามอ (แม่โจ้) วิ่งไปถึงสถาบันฯ (ซึ่งอยู่ภูเก็ต)
มอ'ไซค์ิคิดค่าบริการ 70 บาท ซึ่งในฝันคิดว่ามันแพงเกินจริง

แล้ว...แล้ว ระหว่างที่วิ่งอยู่ในแม่โจ้ ฮัลเลย์เห็นกระเป๋าตัวเองไปวางอยู่ที่โต๊ะหินม้านั่ง
แต่ไม่ทันได้ลงไปเก็บ และด้วยความขี้เกียจเดินไปหยิบหลังจากถึงสถาบันฯ แล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่เดินลงกลับไปหยิบ ด้วยความไว้ใจว่ามันจะไม่หาย

เดินเข้าไปในสถาบันปุ๊ป ก็เจอเกือบทุกคนเลย
คนแรกที่เจอคือพี่ออม ไปย้อมผมมา เปรี้ยวเชียว
คนต่อๆ มาก็เจ้าอิฐ และคนอื่นๆ ที่จำชื่อไม่ได้ อ้อ โอก็ไปนะ

พีคของความฝันนี้อยู่ที่การกอด ทุกๆ คนดีใจที่ได้มาเจอกัน ก็กอดกันไปมา
มีความรู้สึกอบอุ่นๆ อย่างบอกไม่ถูกจากข้างใน รู้สึกดีจัง

จากนั้นก็เข้านอน เข้านอนโดยไม่กลับไปเอากระเป๋าที่ลืมทิ้งไว้อยู่ที่แม่โจ้

เชื่อมะ ตื่นเช้ามาเดินลงกลับไปเอากระเป๋า...ยังอยู่ด้วยอะ!

แล้วก็ตื่น!
ก่อนที่อะไรๆ จะเละเทะและวุ่นวายไปมากกว่านี้ - -"

09 เมษายน, 2552

วันวุ่นวาย

วันนี้ใส่เสื้อเหลืองเข้าคณะ ด้วยความไม่ทันตั้งตัวว่าเสื้อแดงจะดาวกระจายมาถึงกระทรวงการต่างประเทศ
และถึงขั้นปิดล้อมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในที่สุด

เมื่อรู้ว่าเสื้อแดงมาถึงหน้าคณะแล้ว ก็อัพเดทในทวีทเตอร์ว่า

ใส่เสื้อเหลืองมาคณะในวันที่เสื้อแดงบุกกระทรวงการต่างประเทศ

จากนั้นไม่นานก็ได้รับ SMS จากอาจารย์เอเชียว่า

Red-shirted demonstrator close the Victory Monument, and more streets. Pls check before leaving or going out. May we all have a mindful day! Take care! :-)
แล้วก็ตามมาด้วยโทรศัพท์จากพี่หนุ่ม
ตามติดมาด้วยความเป็นห่วงจากป๋อมว่าเราจะออกจากคณะไม่ได้ หาทุกทางที่จะทำให้ผมกลับบ้านได้โดยปลอดภัย

โดยรวมก็แปลกใจเล็กน้อยกับโทรศัพท์จากพี่หนุ่ม...ครั้งแรกๆ เลยมั้งที่พี่หนุ่มโทรมา และโทรมาก็เพราะเรื่องเสื้อแดงด้วย

...

ราวๆ บ่ายสี่โมง คณะวิทย์ประกาศเสียงตามสายให้พนักงานทุกคนกลับบ้านทันที
ห้องสมุดก็รีบปิด
มีทติ้งแล็บก็ยกเลิก

หลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่วุ่นวายอยู่กับการเช็ค และสอบถามเพื่อนๆ ในคณะ
ปูเปี้ยว เอิร์น ส้ม  ป๋อม ศิ ฯลฯ ว่าจะกลับบ้านกลับหอกันยังไง

คุณยายกวางก็โทรเข้ามา
บอกว่าวันนี้กวางมาหาหมอและจะเข้าคณะ
บอกว่าตอนนี้ (ประมาณสี่โมงครึึ่ง) ติดต่อกวางไม่ได้ กลัวว่ากวางจะเลือดร้อน บุ่มบ่ามไปทำสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเอง (และกลุ่มคนเสื้อแดง เหอๆ)

พอรู้ว่าติดต่อกวางไม่ได้เท่านั้นแหละ ความเป็นเดือดเป็นร้อนก็เ้ข้ามาแทนที่

หลงไปกับความตื่นเต้น และความสนุก (ใช่ "ความสนุก") ก็มันแลดูวุ่นวายดีนี่
หลงไปพักนึงเลย วิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที ไปตึก B ที ตึก N ที ชั้น 4 ชั้น 5 ชั้น 2
จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เหนื่อยหอบเล็กน้อยพร้อมสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารกำลังจะขย้อนกลับออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งนั่นแหละ

เช็คความ เป็น อยู่ คือ ของเพื่อนๆ ในการกลับที่พักเรียบร้อยแล้ว
กวางก็โทรติดและรู้แล้วว่าอยู่ไหนและโทรไปหายายแล้ว
โทรไปรายงานพี่หนุ่มแล้ว

ก็ได้เวลาไปกินเลี้ยงกับพี่ๆ ที่แล็บซักที เย่!

...

ระหว่างที่นั่งรถอยู่
มีสายโทรเข้า โชว์เบอร์ว่า "Private"
ก็กดรับสายไปด้วยในใจก็คิดไปพลางว่าบริัษัทไหนจะโทรมาโฆษณาหลอกกินตังค์เรา

แต่ปรากฏว่าเป็นโทรฯ ทางไกลจาก Brisbane ประเทศออสเตรเลียนู่น

สวัสดีฮัลเลย์

เสียงทักทายอันคุ้นหูดังสอดแทรกเสียงอื่นๆ ผ่านเข้ามายังโสตประสาท...
นุ้กนี่เอง

ด้วยความที่รู้มาว่าโน้ตบุ๊คเจ๊ง เลยชิงถามสารทุกข์สุกดิบไปก่อน
ก่อนทีี่จะโดนถามกลับ (เชิงตวาดเล็กๆ) ว่า

ฮัลเลย์นั่นแหละ เป็นยังไงบ้าง!

เออใช่! ลืมไปเลยว่าผมเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับตัวเองมากแค่ไหนในวันนี้

เนื้อหาที่คุยกันต่อจากนั้นจึงเป็นการอัพเดทเรื่องราวในวันนี้ ทั้งของผมและของกวางให้นุ้กฟัง
แล้วค่อยมาต่อที่การอัพเดทเรื่องราวของนุ้ก

...

โดยรวมวันนี้ก็เป็นวันที่ตื่นเต้น สนุกสนาน และน่าจดจำอีกหนึ่งวัน
อย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็นวันที่มีคนเป็นห่วงผม

ดีใจจัง

01 เมษายน, 2552

Inter-time zone-ism

ช่วงนี้ชอบหลงบ่อยๆ...
ตัวอยู่นี่
ใจหลงไปอยู่ในอีก Time zone หนึ่ง...

แต่มัน...ไม่อยาก มันอยากกลับมาที่นี่ ตรงนี้ เวลาที่ GMT+7 นี้

มันไม่สมควร ไม่ถูกต้องที่ใจจะไปพะวงกับคนอีก Time zone หนึ่ง

ทั้งๆ ที่รู้ว่ามัน...
มันเป็นไปไม่ได้...

อยากออกชะมัด ไม่อยากเป็นชะมัด...

ก็เลยทุกข์
แต้มรูดไปสองต่อ...

เอาน่า...

This, too, shall pass

29 มีนาคม, 2552

Be Part

ยังไม่กล้าเผยแพร่ไดอารี่วันนี้เข้าบล็อกของ EETP08 เนื่องจากความไม่มั่นใจบางอย่าง ดังนั้นขอเอามาแปะไว้ที่นี่ก่อนละกัน

...

สวัสดีครับ วันนี้ฮัลเลย์จะขอพาทุกคนย้อนไปยังวันแรกๆ ของคลาส EETP08
ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ที่ฮัลเลย์ได้สัมผัสถึง "ความเป็นพวกเดียวกัน" เช่นกัน

จำได้กันมั้ยเอ่ยว่าเคยร่วมกันทำกิจกรรมที่ทำให้เราต้องมา Brain storming และในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกทักษะของการฟัง ความเป็นผู้นำ-ผู้ตาม และความสามัคคีไปในตัว

กิจกรรมที่ฮัลเลย์พูดถึงก็คือ "..." (เอ่อ...คือมันไม่รู้จักชื่ออย่างเป็นทางการ)
กติกาคือให้แต่ละทีมที่แบ่งชาย-หญิงและตั้งแถวเรียงหนึ่งอยู่ที่สองฟากของห้องเรียบร้อยแล้ว มาแข่งกันเดินไปให้ยังเส้นแบ่งกึ่งกลางห้องโดยที่เท้าของทุกคนในทีมต้องติดกัน และเดินผ่านเส้นพรหมจรรย์ที่กั้นห้องไว้พร้อมกัน

หากจำกันได้ฝ่ายผู้ชายเข้าเส้นชัยได้ก่อน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเกือบจะในทันทีตะหาก ที่ทำให้ฮัลเลย์รู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน และได้รับการยอมรับว่า "เป็นส่วนหนึ่ง" ของกลุ่ม

หลังจากฝ่ายผู้ชายใช้วิธีกอดคอและกระโดดข้ามเส้นกั้นห้องไปพร้อมๆ กันแล้ว
สิ่งที่ตามมาคือการแสดงความดีใจ
ฮัลเลย์ก็ดีใจนะ...แต่ไม่รู้จะแสดงความดีใจกับคนอื่นยังไง

ก็คนอื่นเขาแปะมือกัน...ฮัลเลย์ไม่เคยทำแบบนี้ และไม่คิดว่าจะมีใครมาทำแบบนี้ด้วย
ฮัลเลย์ก็เลยดีใจแบบเงียบๆ แล้วเดินไปยืนพิงโต๊ะที่ตั้งพระพุทธรูป มองคนอื่นๆ ในทีมแปะมือแสดงความกลมเกลียวกัน ด้วยความที่อยากไปร่วมแปะมือด้วยจัง แต่ทำไม่เป็น

จนกระทั่งนุ้กหันหลังกลับมาหา ยื่นฝ่ามือแล้วเดินเข้ามา

การแปะมือระหว่างฮัลเลย์กับนุ้ก แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีสั้นๆ
แต่กระทบใจฮัลเลย์เข้าอย่างจัง จนยืนอึ้งไปหลายวินาที

นานแค่ไหนกันนะ ที่ไม่ได้รู้สึกว่า "เป็นส่วนหนึ่ง" ของกลุ่ม จนกระทั่งตอนนั้น

คนที่ปกติตกร่องไปคิดน้อยใจตัวเองเสมอๆ ว่าไม่ค่อยเป็นคนสำัคัญ ไม่ค่อยมีความสำคัญ
ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของทีม สามารถแสดงความดีใจได้แบบเดียวกันกับที่ทุกๆ คนทำ

ดีใจจัง

...

อื่ม...แต่ก็เห็นนะว่าผม (สังเกตสรรพนามที่เปลี่ยนไป ตอนนี้ขอพาทุกท่านกลับมาอยู่กับปัจจุบันนะครับ) ยังต้องการการยอมรับ ความรัก และการดูแลจากภายนอกอยู่

อาจารย์เอเชียบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างอิงจากพระพุทธพจน์อีกทีว่า
"ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางของแต่ละคนก็โดดเดี่ยวจริงๆ"
ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของพี่นาที่ว่า
"You will finally realize that you are walking alone, if you know this, ...will you continue your journey?"

อืม...จริงๆ แล้วเราเดินทางคนเดียวนี่เนอะ...ไม่มีการเดินทางของคนสองคนเหมือนกัน

ก็อย่าไปนึกถึงอดีตอันหอมหวานกันให้มาก
ทั้งๆ ที่ความสุขมันก็อยู่ในใจเรา อยู่ ณ. ปัจจุบันขณะนี้เอง!

29 มีนาคม 2552, 20.59
ลุมพินีเพลส พระราม 3 - เจริญกรุง

28 มีนาคม, 2552

ทัน!

วันนี้ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่ที่ทำงานของกลุ่ม CoRDial มา ก็แอบเห็นลังใส่ผลงานของวิชา EETP08 ค้นไปค้นมาก็เจอการถอดเทปการให้สัมภาษณ์ทั้งเดี่ยวและกลุ่มทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน

แล้วจะพลาดได้อย่างไร?
หยิบของตัวเองขึ้นมานั่งอ่าน...

อืม...มีหลาย Copy เพราะมีอาจารย์หลายท่านร่วมประเมินเรา

ด้านหลังกระดาษแผ่นหนึ่งมีโน้ตจดไว้เต็มหน้าด้วยดินสอ
ให้เดาก็น่าจะจดการพูดคุยเกี่ยวกับตัวเรา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมได้ให้สัมภาษณ์ไป

ช่วงแรกก็มีอ.เอเชียอธิบายว่า Intention Experiment คืออะไร มีเรากับนุ้กที่เข้าร่วม เพราะภาษาอังกฤษค่อนข้างแข็งแรง และวิทยาศาสตร์จ๋า อยากรู้อยากเห็น ชอบทดลองอยู่แล้ว
และอธิบายผลการทดลองว่ามันก็ลดความรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ
กลางๆ ก็บอกว่าเราเนี่ยติดดูดี พูดจาดูดี ศัพท์แสงเยอะ ซับซ้อน สับสน
บอกว่าเราทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน (ความเกี่ยวข้องกับเราและทางแก้)
อืม...จริงแฮะ - -"

ก่อนเนื้อที่หน้าแรกจะหมด พูดถึงว่าเราเวลาพูดไม่ค่อยมี Self confidence เท่าไหร่
แล้วมีต่อที่หน้าถัดไป

เปิดไปปั๊ป ก็เจอข้อความที่คล้ายๆ เหมือนสรุปว่า
เรามี Self confidence ต่ำ มี Self esteem ต่ำ

โอ้ว โดนใจจริงจัง
ตัวและใจก็หดฟีบไปเล็กน้อย
ตามมาด้วยการกร่นด่าตัวเอง อันเป็นเรื่องปกติ - -"

"ใช่สิ ก็เป็นอย่างงี้แล้วจะมี Self esteem ได้ไง"
เป็นเสียงที่ดังในหัวตอนนั้น

แล้วน้ำตาก็ทำท่าจะไหล แต่ก็หยุดได้ัทัน งุงิ
สุดท้ายก็กลับมาสู่ภาวะปกติ แต่ลึกๆ แล้วกลับมีสองคำีนี้อยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว

จนกระทั่งขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้าน
ก็หลงไปคิดเอาเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมาในชีวิต
เอามา Fit กับชุดคำ "Self confidence ต่ำ Self esteem ต่ำ"

ก็ ก็ ก็
ในขณะที่กำลังทำแบบนั้น
ก็ "ทัน" และไม่ตกร่องเดิมๆ เหมือนที่เคยตกมาแล้วในสมัยที่เอาชุดคำของ "Erikson's psychological development" มามำร้ายจิตใจตัวเอง

มาคิดๆ ดู (และเพ็ญก็มาช่วยยืนยัน)
ก็เป็นการประเมินอย่างนึงนิ

มันก็แค่โดยคนกลุ่มนึง
และประเมินจากการให้สัมภาษณ์สั้นๆ

หาใช่ทั้งชีวิตของเราไม่ :-)

...

วันนี้เป็นอีกวันที่ดีเนาะ

27 มีนาคม, 2552

At the Airport Episode II: นางนวล



ขอบทะเลเงินยวง โผบินนางนวล
หากลัวคลื่นลม กระหน่ำ
ปีกกระพือบินไป หนทางกว้างไกล
หาเคยจำผิด ทิศทาง

อีกครั้ง...ที่ฉันไ้ด้กลับไปเยือนชั้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ
ด้วยความรู้สึกเดิมๆ ที่ไม่เหมือนเดิม
ด้วยการเป็นแห่งการไปเดิมๆ ที่ไม่เหมือนเดิม
ด้วยความมุ่งหมายตั้งใจเดิมๆ ที่ไม่เหมือนเดิม
ด้วยการไปส่งเพื่อน...คนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิม

เป็นการเดินทางไกลระยะที่สองของเพื่อนสนิทฉันคนนี้
ที่แม้คณะผู้ติดตามที่ไปส่ง จะมีขนาดเล็กลงกว่าครั้งแรก
แต่ก็เล็กลงด้วยเพียงปริมาณ หาใช่คุณภาพไม่

ฉันซึ่งไปส่งเพื่อนคนนี้นเป็นครั้งที่สองแล้ว กลับไม่ได้พูดจาร่ำลาอย่างเป็นทางการเท่าไรนัก
หากแต่เป็นการสื่อสารด้วยอวจนภาษาแห่งความชื่นชมยินดี ปรารถนาดี และดีใจ
หลายครั้งที่ได้มองหน้ากัน สบตากัน 
ฉันมองเห็นความสุขเปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าเพื่อนฉัน
ฉันมองเห็นความตื่นเต้นระคนอยู่ในตัวเพื่อน และในตัวฉันเอง

ไม่ได้ไปซะหน่อย ตื่นเต้นทำไม - -"
ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าตื่นเต้น และดีใจที่ได้เห็นเพื่อนซึ่งได้เดินทางร่วมกันมาตลอด 4 ปีเต็ม
แม้จะไ่ม่ได้รู้จักมักจี่กันหรือได้คุยกันมากนักในช่วง 2 ปีแรก
แต่ 2 ปีให้หลังที่ผ่านมาก็ถือเป็น 2 ปีทอง และเพียงพอเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ฉันเปิดรับนักเดินทางผู้นี้เข้ามาเป็น "เพื่อนสนิท" ได้อย่างสนิทใจ

สามารถแผ่ปีกกว้างท้าลมแรง ทะยานขึ้นไปสู่ความฝันของตัวเองได้อย่างสวยงาม

ช่วงเวลาไม่กี่นาทีสุดท้ายก่อนที่จะเดินผ่านเข้าประตูด่านตรวจผู้โดยสารขาออก
ฉันก็ได้รับคำอวยพรสั้นๆ เกี่ยวกับทางที่ฉันเลือกเดิน และได้ให้เวลาส่วนหนึ่งไปกับมัน
แม้จะไม่ได้พูดขอบคุณไป ณ. ตอนนั้น แต่ก็อยากขอบคุณที่ทำให้ฉันได้กลับมาถามตัวเอง ได้กลับมาหา "ราก" ความคิดของตัวอีกครั้ง

...

โบกบินเทียมฟ้า ได้มองลับตา
เจ้านั้นใฝ่หา วิถีทาง

ในระยะเวลาประมาณ 2 ปีล่าสุดของชีวิต
ฉันได้เห็น "นางนวล" มากมายหลายชีวิต
กล้าคิด กล้าฝัน กล้าแตกต่าง และกล้าลงมือทำ
จนเป็นนางนวลที่บินฉวัดเฉวียน ผาดโผน หวือหวา โดดเด่นไปกว่านางนวลอื่นๆ

นินนาท เรียนชีวะมาจนถึงปี 3 ก็ตัดสินใจลาออก และบินไปเรียนฟิสิกส์ตามความสนใจที่แท้จริง
ไผ่ อยากเป็นหมอ หลังจากจบปี 4 ก็บินไปเมืองจีน เพื่อศึกษาวิชาการแพทย์แผนจีน ซึ่งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่...ต้องเริ่มจากเรียนภาษา และสอบเข้ามหาลัยใหม่อีกครั้ง
ปิ่น นุ้ก และอู๊ดด้า ก็ได้ไปทำแล็บที่เมืองนอกสมใจ หลังจากที่ได้ทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจกับงานภาคปฏิบัติในสาขาชีววิทยามายาวนาน ทุ่มเท และตั้งใจจริง

ล้วนแล้วแต่เป็น "นางนวล" ที่ไม่ธรรมดา

ส่วน "ฉัน" เอง...
แม้จะยังไม่ได้ไปไหนในตอนนี้ หรือในเร็วๆ นี้
แม้จะได้แค่มาส่งคนนั้นทีคนนี้ที
ก็ดีใจ ที่ได้เป็นลมพยุงใต้ปีกนางนวล และเหล่ากัลยาณมิตรทั้งผอง
ให้สามารถบินขึ้นไปสูง และบินไปไกล...ตราบเท่าที่อยากจะไป

ตัวเองจะได้บินเมื่อไหร่นั้น...ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้
แต่รู้แค่ว่า ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้ ก่อนที่จะได้ออกบิน...

ฉันตั้งใจ จะเอาเยี่ยงอย่าง
ท้าทายยืนหยัด อย่างทรนง

27 มีนาคม 2552, 20.05 น.
101/30 ลุมพินีเพลส พระราม 3-เจริญกรุง

(บล็อกนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางของเพื่อนนักเดินทางผู้แสวงหาผู้ต้นพบทางเดินเฉพาะตน และ
ได้ใช้ชีวิตไปตามเส้นทางนั้น และเพลง "นางนวล" โดยวง "พลังเพลง")

21 มีนาคม, 2552

(ไม่มีชื่อเรื่อง...)

สวัสดีแก๊ป เราเอง ฮัลเลย์
คิดว่าแก๊ปคงไม่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ (เพราะแก๊ปไม่รู้จัก Blog ของเรา...แป่ววว)
แต่ยังไงก็ยังอยากเขียนถึงแก๊ปอยู่ดี :-)

ไม่รู้จะจำได้รึเปล่าว่าเรามีความรู้สึกพิเศษๆ กับแก๊ป ซึ่งเราเองก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
จะว่า "ความรัก" ก็ไม่กล้า...รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่เกินไป
เราแค่รู้สึกดีใจที่ได้เห็นแก๊ปสบายดีในทุกๆ เช้า
ติ่นเต้นเวลาได้อยู่ใกล้
และทุกข์ร้อนไปด้วยเวลาที่แก๊ปไม่สบายทั้งกายและใจ

ซึ่งเราเองก็มีให้กับเพื่อนทุกคนนะ
เพียงแต่สำหรับแก๊ป ก็จะได้รับไปในปริมาณ ความถี่ และคุณภาพที่มากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

เรายังจำได้ดีถึงวันที่แก๊ปโทรมา แล้วบอกว่า "เราไม่ใช่สเป็ค"
ซึ่งเราเองก็ทำใจมาในระดับหนึ่ง แต่ลึกๆ ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังในสิ่งตรงข้าม
เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ได้ทำให้เราเข้าใจดีเลยล่ะ
ว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรัก หรือมีความสัมพันธ์ "เกินเพื่อน" กับใคร

แน่นอนว่าหลังจากจบผดุงกิจกันไป เราก็มีความรู้สึกแบบนี้กับคนอีกสองสามคน
แต่ไม่มีอีกเลยที่เราจะพยายามบอก หรือสื่อสารให้รู้

ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลัวความผิดหวัง กลัวว่าบอกแล้วอะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไป
และก็ยอมรับ (อย่างจำยอม) ว่าเป็นเพื่อนสนิท เป็นรุ่นพี่อยู่แบบนี้ ก็โชคดีมากโขอยู่แล้ว


วันนี้ได้เจอแก๊ปอีก ก็ดีใจมากๆ ที่เห็นแก็ปยังร่าเริงและสบายดี
แถมยังน่ารักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
และหนึ่งในเหตุผลที่สุดท้ายก็ชวนแก๊ปนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยกัน
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากจะิิอยู่ใกล้แก๊ปให้ได้นานที่สุด

ถ้าขอพรได้สักหนึ่งข้อ คงไม่ขอให้เราเป็นอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเป็นอย่างนี้มันก็ดีที่สุด สมบูรณแบบที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้ของเราจะมีได้แล้ว
ขอแค่ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไปได้เกิดมาเป็นเพื่อนกัน เรียนด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็พอใจแล้วล่ะ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากที่ทำให้เราได้รู้จักกับความรู้สึกดีดีที่เรียกว่ารัก
แม้เราอาจจะไม่ได้มาครอบครอง แต่แค่ได้สัมผัสแบบเฉียดๆ 
หรือแค่ได้เป็นสักขีพยานของความรักอันหวานชื่นของเพื่อนพ้องน้องพี่

ก็ไม่เสียดายชีวิตที่ได้เกิดมาแล้วล่ะ

Halley
22.31 น.
101/30 ลุมพินีเพลส เจริญกรุง-พระราม 3

04 มีนาคม, 2552

เพื่อนตาย - เงื่อนตาย

ฉันผูกใจไว้ในความเป็นเพื่อน
ผูกเงื่อนงดงามผูกความหมาย
ผูกความเป็นเพื่อนในเงื่อนตาย
ผูกสายรักเพื่อนในเงื่อนนี้
ต่างสายเลือดผูกได้ผูกสายร่วม
สายเลือดรวมผูกใจไว้ทุกที่
เงื่อนรักผูกไว้ผูกใยดี
โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย

วาณิช จรุงกิจอนันต์

เจอกวีบทนี้ในหนังสือ "อำลาศาลายา" ของปีนี้
ชอบจัง...ชอบตั้งแต่แรกอ่าน

รู้สึกเป็นปมที่ผูกเอาคำต่างๆ ที่เห็นแล้วโดนๆ มาไว้ด้วยกันได้อย่างสวยงาม
แม้อาจไม่สวยงามในด้านฉันทลักษณ์
แต่สำหรับฉันแล้ว...ความเป็นเพื่อน เงื่อนตาย เพื่อนรัก รักเพื่อน เงื่อนรัก รักโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อมันมาอยู่รวมกัน แล้วโผล่ปรากฏ (emerge) ขึ้นมาในความหมายใหม่นี้ ชอบแฮะ

สำหรับฉันแล้ว เป็นการยากที่จะเปิด
ทั้งเปิดตัวเอง เผยตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็น
และเปิดใจรับความเป็นเพื่อนจากคนอื่นๆ
แต่เมื่อฉันได้ตกลงปลงใจที่จะเปิดรับใครสักคนหนึ่งในชีวิตเข้ามาเป็นเพื่อน
ประตูบานนั้นก็จะไม่เคยปิดลง มีแต่นับวันจะเปิดกว้างขึ้น

ก็คงเหมือนเงื่อนตายกระมัง
ที่เมื่อได้ผูกแล้ว จะปลดออกก็ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย มีแต่จะยิ่งพันกันยุ่งเหยิงอิรุงตุงนังมากยิ่งขึ้น

ฉันเปิดประตูใจให้เพื่อนเข้ามามีบทบาทต่อฉันมากขึ้น
มากจน...สำหรับเพื่อนบางคน ฉันคิดว่า ฉันสามารถตายแทนได้ โดยไม่เสียดายชีวิต

มากไปไหม?
ก็เคยคิดนะ แต่ฉันเชื่อใจ ไว้ใจ และมั่นใจมากว่า สำหรับเพื่อนที่ฉันจะตายแทนได้นั้น
เขา/เธอจะต้องเติบโตต่อไปทำอะไรดีๆ ให้กับสังคม โลก และจักรวาลนี้ได้
ซึ่งมันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ระหว่างชีวิตฉันหนึ่งชีวิต กับความจริง/ดี/งาม ที่เขา/เธอ จะทำให้มันเหิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า

จบกันซึ้งๆ ซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยละกันเนาะ :)