แม้แค่ในฝันก็ยังดี
11 กุมภาพันธ์, 2552
ฝัน
แม้แค่ในฝันก็ยังดี
01 กุมภาพันธ์, 2552
นิทานก่อนนอน...1
30 มกราคม, 2552
ปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊ว
23 มกราคม, 2552
อจีรัง คือโอกาส
21 มกราคม, 2552
Being Accepted by Ownself
20 มกราคม, 2552
พระจันทร์ขี้อาย

07 มกราคม, 2552
บันทึกสมาธิ I
ที่มาที่ไปของการนั่งครั้งนี้คือได้รับ Inspiration จากนุ้กและ Motivation จากอาจารย์เอเชียในเรื่องของการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์เอเชียบอกว่าคนรุ่นเรานี่ฐานกายอ่อนปวกเปียก บางทียังไม่ได้ทำก็เลิกทำเสียแล้ว...อืม ถ้าจะจริง
ก็เลยจะลองดูกับตัวเองอีกสักครั้ง หลังจากที่อะไรหลายๆ อย่างก่อนหน้านี้ที่เคยตั้งใจว่าจะทำอย่างจดจ่อต่อเนื่องจริงจังมันก็ล้มไป
นั่งสมาธิ ปฏิบัติ ภาวนาแบบสมถะแบบนี้ จะทำต่อไปได้สักกี่ครั้ง สักกี่วันกันนะ?
เราจะทำสถิติปฏิบัติอย่างจดจ่อต่อเนื่องได้นานเท่าไหร่?
เลิกคิด...แล้วมาทำเลยดีกว่าเนาะ ^^
ครั้งแรกนี้นั่งบนเตียงที่มีความแข็งพอประมาณ คือทุกทีที่ได้นั่งขัดสมาธิก็จะนั่งบนพื้นแข็ง มีหรือไม่มีเบาะรองตูด
คราวนี้ก็เลยลองนั่งบนพื้นนุ่มๆ นิดหน่อย แล้วนั่งทับหมอนตัวเอง
(เอ้อ เพิ่งนึกขึ้นมาได้ ตอนเด็กมีคนบอกว่านั่งทับหมอนแล้วฝีขึ้นตูด...หวาย - -")
ก็ตั้งเวลาไว้ที่ 15 นาที ในห้องไม่มีเสียงใดๆ นอกจากแอร์ที่ดังต่อเนื่อง และเข็มวินาทีที่ดังด้วยคาบ 1 วินาที
ก็เลยใช้เทคนิคการหายใจเข้า-ออกด้วยความถี่ 0.2 Hz ตามที่พี่เอ๋แนะนำ โดยนับเสียงของเข็มวินาที
นับ 1-10 ย้อนไปมา...5 วิแรกหายใจเข้า 5 วิต่อมาหายใจออก
แรกๆ ก็ไปได้ดี คล่องดี แต่ก็มีแว้บไปคิดนู่นนี่พอประมาณ คิดถึงคำพูดของอาจารย์เอเชีย คิดถึงว่าตอนนุ้กทำคนเดียวจะเป็นงี้มั้ย คิดว่าบ่ายวันนี้จะเป็นอย่างไร ฯลฯ
แต่ก็ได้เสียงของเข็มวินาที และการเคลื่อนไหวของ Rectus abdominis เป็นตัวดึงกลับมาสู่การนับลมหายใจ
ผ่านไปหน่อย ก็เริ่มเมื่อย...ตอนนี้ความคิดอีกหนึ่งสิ่งก็วิ่งเข้ามา...เมือไหร่จะหมดเวลา
อยากเหลือเกินที่จะขยับตัว อยากเหลือเกินที่จะลืมตาตื่นแล้วเลิก
ครานี้ก็ได้คำจากอาจารย์ที่แว้บเข้ามา เบรคไว้
ได้เรื่องราวของอ.หมอประเวศที่อาจารย์เอามาแชร์ให้ฟัง มาคอยกระตุ้น และให้กำลังใจตัวเองในการนั่งต่อไป
แต่มันก็เมื่อยอะ ความอดทนขาดปุ๊ปก็หลุดออกจากท่านั่งสมาธิมาตรฐาน แล้วขยับตัว ช่วงนี้การหายใจก็ไม่ใช่ 0.2 Hz ละ แถมมีหาวอีกต่างหาก
แต่ตาก็ยังปิด และยังไม่ล้มตัวลงนอนและเลิกทำ
ความรู้สึกพวกนี้ก็แรงขึ้นเรื่อยๆ นะ จนกระทั่งตั้งใจไว้ว่าจะเป็นเฮือกสุดท้ายละ กลับเข้าสู่ท่านั่งมาตรฐานแล้วฝืนทำต่อ
สุดท้ายก็ได้เสียงปลุกจากโทรศัพท์เป็นระฆังบอกหมดยก!
ดีไม่ดี ถูกไม่ถูกไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เมื่อยหลัง และสงบประหลาดๆ คล้ายกันกับตอนหลังจากได้นั่งสมาธิกับกลุ่ม Shambala Bangkok
ไม่รู้เหมือนกันว่าการทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะพาเราไปพบอะไร
แต่ก็จะทำต่อไป...
พร้อมๆ กับคำพูดนี้ของพี่นาโผล่ขึ้นมา
"รู้ไหม การปฏิบัติของเรา โคตรจะเพื่อเราในเบื้องต้น และโคตรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนอื่นเรยนะ"
05 มกราคม, 2552
My "Most of the Year" 2008
04 พฤศจิกายน, 2551
At the Airport Episode I: Love Actually Is All Around
"Whenever I get gloomy with the state of the world, I think about the arrivals gate at Heathrow Airport. General opinion's starting to make out that we live in a world of hatred and greed, but I don't see that. It seems to me that love is everywhere. Often it's not particularly dignified or newsworthy, but it's always there - fathers and sons, mothers and daughters, husbands and wives, boyfriends, girlfriends, old friends. When the planes hit the Twin Towers, as far as I know none of the phone calls from the people on board were messages of hate or revenge - they were all messages of love. If you look for it, I've got a sneaky feeling you'll find that......love actually is all around."
"เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกแย่กับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ ฉันคิดถึงประตูสำหรับผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าเราอยู่ท่ามกลางโลกที่มีแต่ความเกลียดชังและแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน ฉันมองเห็นเหมือนกับว่าความรักนั้นพบเห็นได้ทั่วไป แม้จะไม่ชัดแจ้งหรือน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่ก็พบเห็นได้ตลอด - แม่กับลูกโทน ญาติกับหลานรัก พี่ชายกับน้องสาว เพื่อนสนิทกับเพื่อนสนิท เมื่อใครสักคนตัดสินใจเดินเข้าประตูไป เท่าที่ฉันรู้ไม่มีใครโทรหากันเพราะความเกลียดชังหรือความแค้น แต่เพราะความรัก ถ้าคุณได้ลองมองดูดีๆ ฉันรู้สึกอยู่ลึกๆ นะว่า ท้ายที่สุดแล้วคุณจะพบว่า......แท้จริงแล้ว ความรักก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง"
07 กุมภาพันธ์, 2551
รางวัลแด่คนช่างฝัน
ฉันได้รับเมล์ที่ส่งผ่าน SCMU48 Yahoo! Groups มาฉบับหนึ่ง
จดหมายอิเล็กโทรนิกส์ฉบับนั้นจ่าหน้าว่าผู้ส่งคือ Teerut Piriyapunyaporn...นุ้กอีกแล้ว
ข้อความในจดหมายก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีลิงค์ที่จะพาฉันเข้าไปใน Webpage ของ Undergraduate Research Programme (URP) ภายในคลิ้กเดียว
อืม...นุ้กบอกให้ Let's check it out
ก็เลยลอง Check it out...
อ๋อ...มันเป็นโปรแกรมทำแล็บภาคฤดูร้อน (ของฝรั่ง) ที่ห้องแล็บแห่งอ่าวใบไม้ผลิเย็นๆ (Cold Spring Harbor Laboratory)
อ๋อ...รับครั้งละ 25 คนจากทั่วโลก
"คนที่ไม่ได้เริ่มทำแล็บอย่างเราคงไม่มีสิทธิหรอกมั้ง"
ฉันคิด และความคิดก็ถูกตอกย้ำจากส่วนหนึ่งของหัวเรียงความที่ต้องส่งไปว่า
"Please include your lab experience, extracurricular activities, or another employment you believe to be relevant to your application."
ฉันเลิกฝัน...เลิกคิดว่าตัวเองจะได้เป็นหนึ่งในยี่สิบห้าคนที่มีรายชื่ออยู่บนการประกาศผล
เลิกคิดว่าตัวเองจะไปทำแล็บภาคฤดูร้อนในอ่าวใบไม้ผลิเย็นๆ
เลิกคิดแม้แต่จะเริ่มต้นเขียนใบสมัคร เขียนเรียงความ และขอร้องให้คนสองคนเขียนจดหมายแนะนำตัวให้
แล้วเวลาก็ล่วงเลยไป...
อีก 3 - 4 เดือนถัดมา ในขณะที่กำลังนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนห้องสมุดสตางค์ฯ
นุ้กก็โผล่เข้ามาถามไถ่ความคืบหน้าทางความคิดเรื่อง URP
"เรายังไม่ได้ทำแล็บเลย ไม่รู้จะเขียนอะไรส่งไป" จำได้ว่าตอบไปประมาณนี้
ว่าแล้วนุ้กก็เปิด Perspective ของใครสักคนที่ขึ้นต้นด้วย
"As an undergraduate from Oxford University, without laboratory experience and an emerging interest in neuroscience,..."
เห...ไม่ได้ทำแล็บก็ไปได้เหรอ
ว่าแต่...ไอ้เรามันก็เป็นแค่พวกผิวเหลืองที่ไม่ได้ทำแล็บที่มาจาก Mahidol University นี่นา...
จะไปเทียบรัศมีของพวกผิวขาวจาก Oxford ได้ไง
ประหนึ่ง Olympus กับ Mariana Trench ยังไงยังงั้น
อะ...ต่างกันแค่สีผิวกับมหาวิทยาลัยที่สังกัด
ไม่ได้ทำแล็บเหมือนกัน แถมผิวเหลืองอย่างฉันเรียนหนักกว่าอยู่แล้ว
อะ...ลองฝันดูหน่อยก็แล้วกัน อุตส่าห์โดน Motivated ซะขนาดนี้
ถึงจะเป็นจริงได้ยากเสียหน่อย แต่ลองดูสักตั้งก็คงไม่เสียหายอะไร
แล้วเวลาก็ล่วงไป...
ตัดสินใจพูดเรื่องนี้ให้ใครหลายคนฟัง ทั้งคนที่บ้าน ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา
ทั้งพี่ชายพี่สะใภ้ก็คอยตอกย้ำกันได้ทุกทีที่เจอ
อาจารย์ที่ปรึกษาก็ถามถึงทุกครั้งที่เข้าไปคุย
แต่ทุกครั้งที่มีคนอวยพร ขอให้ได้ไป...ไม่รู้ทำไม เจ็บแปลบขึ้นมาทันที (อกหักใช่ไหมอย่างนี้~)
ดูเหมือนทุกๆ คนจะคาดหวังกับฉันมากจัง...มากเกินไป
นุ้กเองก็เอ่ยให้ได้ยินบ่อยขึ้น ถามจังว่า "ฮัลเล่ย์เขียนใบสมัครยัง"
ความอยากไปเริ่มมีแล้ว ความฝันเริ่มตั้งเค้า
แต่มันก็ยังไม่มีอะไรจะเขียนอยู่ดีนี่
ก็เป็นซะได้อย่างนี้ และด้วยนิสัยเสียส่วนตัว กว่าจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างก็เข้าสู่ช่วงปีใหม่
แล้วเวลาก็ล่วงไป...
น่าแปลก ยิ่งเข้าใกล้วันที่ต้องส่งใบสมัคร ความตื่นเต้นก็หดหาย
อะไรๆ ที่น่าจะคลี่คลายก็กลับยิ่งรัดแน่น เหมือนปมเชือกที่ค่อยๆ ถูกดึงแน่นขึ้น แน่นขึ้น แน่นขึ้น...
เรียงความที่ต้องเขียนส่ง ก็ยังว่างเปล่าอยู่จวบจนถึงวันเกือบสุดท้ายจดหมายแนะนำตัว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับภายในวันที่ต้องไปส่งไปรษณีย์
แล้วเวลาก็ล่วงไป...
คืนก่อนวันกำหนดส่งไปรษณีย์...กับเรียงความที่ยังไม่สมบูรณ์
จะนอน...แล้วส่งช้า คิดในแง่ดีว่าสมมติฐานของนุ้กถูก
หรือจะเขียนซึ่งก็มองไม่เห็นทางที่จะได้รับจดหมายแนะนำตัวครบในวันรุ่งขึ้นเช่นกัน
ถ้าได้รับจดหมายแนะนำตัวไม่ทัน ก็ต้องส่งช้าอยู่ดี
แล้วถ้าอุตส่าห์เขียนดีๆ ไป แต่ส่งไม่ได้ ก็ค่าเท่ากัน
แต่ แต่ แต่ว่า...ถ้าได้รับจดหมายแนะนำตัวครบภายในพรุ่งนี้ แล้วเรียงความไม่เสร็จ
ความกรุณาที่อาจารย์มอบให้...มันก็ไร้ค่าเหมือนกันน่ะสิ
"ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพระเจ้า"
ซึ่งก็ไปคล้องกับสิ่งที่อาจารย์เคยบอกไว้
เออแห่ะ...งั้นลองทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ให้ดีที่สุดไปเลยละกัน
แล้วพรุ่งนี้...ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พระเจ้าจะบันดาลให้จดหมายแนะนำตัวทั้งสองฉบับส่งมาถึงมือฉันหรือไม่ก็ช่างหัวมัน
ฉันรู้แค่วันนี้ แค่คืนนี้ฉันทำเต็มที่ แล้วที่เหลือ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไป...ตามเหตุ และปัจจัย
แล้วเวลาก็ล่วงไป...
มีอุปสรรคขวากหนาม และด้วยความพยายามอีกเล็กน้อย
พระเจ้าก็ทอยลูกเต๋า ส่งจดหมายแนะนำตัวมาให้ฉันได้ครบทั้งสองฉบับ
เอาล่ะ...ได้เวลานำ "ฝัน" นำความเครียดทั้งหมด นำอะไรต่อมิอะไรที่ประสบพบเจอและสะสมมาเป็นแรมปี ไปส่งให้ถึงห้องแล็บเย็นๆ แห่งอ่าวฤดูใบไม้ผลิแล้ว...
แล้วเวลาก็ล่วงไป...
ขากลับจาก FedEx สาขานานา
ไม่รู้อะไรดลใจ อยู่ดีๆ คลื่นวิทยุสมองก็ส่งเพลง "รางวัลแด่คนช่างฝัน" เข้ามา
ฉันร้องตามเสียงเพลง คอร์ด ทำนอง และเนื้อร้องที่คุ้นเคย...จนมาสะดุดเข้ากับท่อนฮุก
"บนทางเดินที่มีขวากหนาม ถ้าเธอคร้ามถอยไปฉันคงเก้อ
ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอ เพียงตัวเธอไม่หนีไปเสียก่อน"
ใช่เลย...ใช่จริงๆ ด้วย
ในช่วงเวลาที่ฉันคิด "คร้ามถอยไป..."
ความช่วยเหลือและสิ่งเกื้อหนุนต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาหาฉัน "...ก็คงเก้อ"
เสมือนว่าลอยคออยู่กลางทะเล
ถ้าจะเข้าฝั่ง จะรอให้ฟ้าให้ฝนให้คลื่นให้ลมคอยพัดพาเข้าฝั่งอย่างเดียวก็ดูกระไรอยู่
ยังไงเสีย...ถ้าไม่ออกแรงว่ายเสียบ้าง สุดท้ายก็คงกลายเป็นแค่ก้อน Nutrient ที่รอให้สัตว์กินซากและผู้ย่อยสลายมาจัดการไป
ยิ่งคิดได้แบบนี้ ก็ยิ่งสะใจที่เขียนเรียงความเสร็จพร้อมส่ง
พร้อมรับความช่วยเหลือและเกื้อหนุนจากคนรอบๆ ตัว ผลักดันให้ซองใส่ฝันซองนั้นบินไปจนถึงนิวยอร์ก
และในขณะเดียวกัน ก็ดีใจที่รอบตัวมีความช่วยเหลืออยู่มาก...มากจนฉันเอง...ก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
...
ถ้าไม่เริ่มต้น "ช่างฝัน" ก็คงไม่เจอประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้
ร้องเพลงเพลงนี้ให้คนอื่นมาก็มาก แต่แล้วก็เพิ่งเข้าใจ
นี่สินะ...ที่เขาเรียกว่า..."รางวัลแด่คนช่างฝัน"
ป.ล. ตกค้างจาก Check out ครั้งที่แล้ว แต่อยากแบ่งปันให้ทุกคนได้ "ช่างฝัน" แล้ว "เป็น" อย่างที่ฝันซะ แต่ก็อย่าลืมที่จะ "วางใจ" ไปกับในสิ่งที่เราไปยุ่งอะไรกับมันไม่ได้ด้วยล่ะ