11 กุมภาพันธ์, 2552

ฝัน

เมื่อคืนฝันว่า อ้วนกับผอมและเหล่าสหาย ไปเที่ยวไหนด้วยกันสักที่

ขากลับ...จำได้ว่าเป็นขากลับ

อ้อ จำได้ว่านั่งรถตู้กันไปด้วย

คนผอมนั่งหน้าคนอ้วน 

สักพักคนผอมก็ร้องไห้...

คนอ้วนเคยร้องไห้ต่อหน้าธารกำนัลมาแล้ว
และในหนึ่งหรือสองครั้ง...ก็มีคนเข้ามาโผกอด และถ่ายทอดพลังงานเมตตาและกรุณามาให้
ในช่วงเวลาที่เราเปราะบางถึงขนาดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
การกอดและพลังงานแบบนั้น...คนอ้วนต้องการมากที่สุดแล้ว

คนอ้วนจำได้ว่าคนผอมไม่เคยร้องไห้ อย่างมากก็แค่เสียงสั่นเครือบ้างเล็กน้อย

เมื่อคนผอมร้องไห้ให้คนอ้วนเห็น...ในฝัน
ไวเท่าเศษเสี้ยวของความคิด คนอ้วนโผเข้าไปโอบไหล่ และพูดปลอบใจ ให้กำลังใจ
รวมถึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นที่มาที่ไปของหยดน้ำตา

คนอ้วนดีใจ ที่ได้มีโอกาสนี้
โอกาสในการปลอบเพื่อนคนอื่นๆ บ้าง

แม้แค่ในฝันก็ยังดี

แม้สาเหตุจะเป็นเพราะ "ทำกล้องดิจิตอลหาย" ก็ตามที - -"

01 กุมภาพันธ์, 2552

นิทานก่อนนอน...1

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งอ้วน คนหนึ่งผอม

อ้วนผอมลงเรือไปเที่ยวดัวยกันชาวบ้านคนอื่นๆ
คนอ้วนประสบอุบัติเหตุ มือบาดเจ็บหนักจนใช้การไม่ได้ ถึงกับต้องแวะเพื่อทำแผลที่เกาะกลางทะเล

ระหว่างเดินขึ้นสะพานจากท่าเรือเพื่อขึ่นฝั่ง
พลันชาวบ้านพูดทีเล่นทีจริงขึ้นมาว่า

"แบบนี้อ้วนก็ล้างตูดไม่ได้น่ะซี
ผอมรักเพื่อนป่าว ล้างตูดให้เพื่อนได้มั้ย?"

คนผอมยังไม่ทันพูดอะไร
คนอ้วนตีความไปว่า นายผอมคงไม่อยากล้างตูดให้ และตอนนี้คงกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ

คนอ้วนเดินผละไปจากสถานการณ์นั้นทันที...

คนอ้วนมีคำตอบสำหรับคำถามแหย่ๆ ของชาวบ้าน

ไม่ว่าคนผอมจะรู้สึกอย่างไร จะขยะแขยง หรือเต็มใจหรือไม่ถ้าต้องล้างตูดให้นายอ้วนจริงๆ
คนอ้วนรู้แต่ว่า ถ้าต้องเป็นคนอ้วนที่ต้องล้างตูดให้คนผอม

คนอ้วนพร้อมจะทำให้ ด้วยความเต็มใจ...

30 มกราคม, 2552

ปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊ว

หลายคนอาจจะคิดว่าฉันชอบกิน และกินอาหารได้ทุกชนิดบนโลกใบนี้

ไม่จริง

แม้ตอนนี้จะนึกออกอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ "แมลง" และ "แมง" ต่างๆ เป็นอาหารที่ฉันไม่กิน ออกไปในแนวขยะแขยงเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการแสดงออกในช่วงที่มีสามัญสำนึกเป็นปกติดีพร้อมทุกประการ

เชื่อไหม...มีอาหารอยู่อีกหนึ่งชนิด ที่ฉันไม่กิน

มันคือ "ผัดซีอิ๊ว"

เพียงแต่ไม่ได้เกลียดอย่างออกนอกหน้า
ฉันไม่กินผัดซีอิ๊ว ไม่ชอบ และมีอคติกับมัน จากจิตใต้สำนึก

...

ฉันกินผัดซีิอิ๊วได้ ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ

แต่ถ้ามีทางเลือกอื่นๆ ล่ะก็...ขอผ่านดีกว่า

...

ฉันเห็นผัดซีอิ๊ว ฉันเห็นความไม่อร่อย

ฉันจำได้...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันในวัยประถมปลายตอนต้น

ฉันถือผัดซีอิ๊วจากแม่ครัวที่ตักใส่ชามให้
ฉันปรุงผัดซีอิ๊ว ฉันใส่น้ำตาล น้ำปลา พริกน้ำส้ม ในสัดส่วนที่ไม่เหมาัะสมกับลิ้นของฉัน
ฉันกินผัดซีอิ๊วที่ฉันปรุงด้วยตัวเองเข้าไปคำแรก...
หวานเกิน เค็มเกิน เปรี้ยวเกิน ฉันประเมินความ "เกิน" เหล่านั้นว่า "ไม่อร่อย"

ตั้งแต่วินาทีนั้น...
ผัดซีอิ๊วทุกจานในชีวิตที่ผ่านตาฉัน...ไม่อร่อย

ทั้งๆ ที่หลายจานที่ผ่านปากฉันเข้ามา รสชาติก็พอกินได้ และก็กินมันจนหมดได้ โดยไม่อาเจียนออกมาเสียก่อน
จานใหม่ที่ผ่านเข้ามา...ก็ยังไม่อร่อย

ไม่เคยมีคำว่า "อร่อย" และ "อยากกิน" สำหรับ "ผัดซีอิ๊ว" ในโลกของฉัน

...

รุ่นพี่ฉันคนหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า "ปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊ว"

โลกของฉัน...ถูกสร้างขึ้น และถูกบิดเบี้ยวไป จากเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียว เพียงวินาทีเดียว
แล้วฉันก็ถือเอาวินาทีนั้น...มาเป็นชีวิตของฉัน

จากประถมปลายตอนต้นยันปี 4 ใกล้จบ

ผัดซีอิ๊วสำหรับฉัน...ยังไงก็ไม่น่าอร่อย

...

ในชีวิตมีปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊วเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน...

เต็มไปหมด...จนอนาคตข้างหน้ามองไม่เห็นอะไร นอกจากกองพะเนินของผัดซีอิ๊วที่ไม่อร่อย และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

เมื่อเต็มไปด้วยสิ่งของที่วางระเกะระกะ 
แล้วจะมีสิ่งใหม่ๆ ในอนาคต
มีอนาคตใหม่ๆ ทีอนาคตที่ผัดซีอิ๊วอร่อย อนาคตที่ฉันชอบกินผัดซีอิ๊ว
เกิดขึ้นได้อย่างไร?

...

ลองเข้าไปทำความรู้จัก "ปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊ว" ส่วนตัว
และปล่อยวาง "การมองโลก" ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ผัดซีอิ๊วดูสิ

ทำแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

อย่าลืมกลับมาแชร์นะ

Halley
101/30 Lumpini Place Rama III-Charoenkrung

23 มกราคม, 2552

อจีรัง คือโอกาส

ตั้งแต่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลจนถึงแบคทีเรียตัวเล็กจิ๋ว
ล้วนหนีไม่พ้นความอจีรัง

อาจารย์เอเชียเล่าให้ฟังในชั้นเรียนวิวัฒนาการว่า
เมื่อเทียบเวลาตั้งแต่กำเนิดโลกจนถึงปัจจุบันยาวเท่ากับแขนคนหนึ่งข้าง โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่หัวไหล่
ตั้งแต่มนุษย์เกิดจนถึงปัจจุบัน มีความยาวเพียงขี้เล็บที่อยู่ปลายสุดของนิ้วมือเท่านั้น

แล้วถ้าลองเปลี่ยนสเกลเป็นตั้งแต่ Big Bang จนถึงตอนนี้ล่ะ?
ยุคสมัยของมนุษย์จะมีความสำคัญ และยิ่งใหญ่พอที่จะมองเห็นได้บนมาตรวัดเวลานี้รึเปล่า?

และด้วยความจริงที่ว่า อย่าว่าแต่เทหวัตถุทั่วไปอย่างดาวหาง ดาวเคราะห์ หรือดาวฤกษที่ต่างรู้ดีว่ามีวันเกิดดับเลย
แม้แต่หลุมดำ หรือจักรวาลเองก็จะถึงคราวดับไปในสักวัน

...

ก็เห็นแต่มนุษย์ ที่ไม่ค่อยจะยอมรับความอจีรังกันเท่าไหร่นัก

มนุษย์ส่วนใหญ่กินอาหารเข้าไปโดยไม่เคยรับรู้ว่า
แท้จริงแล้ว อาหารตรงหน้าก็กำลังเน่าสลายไปอย่างช้าๆ
เฉกเช่นเดียวกับผู้กิน...ไม่มีผิดเพี้ยน

หรือบางคนที่ "กลัว" ความอจีรัง
ก็ได้ใช้ทุกสิ่งเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความเชื่อที่ว่าจะหยุดยั้งความอจีรังนั้นเอาไว้
ตั้งแต่มัมมี่จนถึงการโคลนนิ่ง ล้วนเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาเพื่อความกลัวอจีรังของเรา
รวมไปถึงการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความงาม ซึ่งก็เปลี่ยนนิยามและภาพลักษณ์ไปตามยุคสมัย

...

แต่มนุษย์ก็ยังมิวาย...ใช้ความโลภและทุนนิยมที่มีเป็นทุนเดิม
สบช่องใช้อจีรังมาเป็นโอกาสในการหาเงินเข้าสู่กระเป๋าตัวเอง

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดอกซากุระเบ่งบานไล่เรียงกันไปในประเทศญี่ปุ่น
บรรยากาศเก่าๆ ของเมืองลี่เจียงและอัมพวาที่ต้องเร่งอนุรักษ์ไว้เพื่อนักท่องเที่ยว
การป้องกันเมืองสำหรับคู่รักอย่างเวนิส ไม่ให้จมน้ำไปเสียก่อน
ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ สำหรับโอกาสที่อจีรังมีให้มนุษย์มาใช้หากิน

...

ก็ได้แต่ปลงแบบเงียบๆ ไปกับความคิดของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ถูกทุนนิยมครอบเสียจนมองโลกบิดเบี้ยวไปได้ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับความอจีรังไปตรงๆ แต่กับใช้ช่องที่ยังมีคนหลงผิดคิดว่าอจีรังนั้นหยุดยั้งหรือหลีกเลี่ยงได้ จนมีรายได้สะพัดทั่วโลกกว่า 11 ล้านล้านบาท

ยังไม่เพียงแค่นั้น...สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมากมายเองก็ถูกใช้ไปในการนี้

น่าขำ...ที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้องล้มหายตายจาก หรือได้รับความเดือดร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม จากสิ่งที่หยุดยั้งไม่ได้ หรืออันที่จริงแล้ว...เกือบจะเป็นความว่างเปล่า และไร้ความหมายเสียด้วยซ้ำ

...

อจีรัง คือโอกาส

หาใช่โอกาสในการสร้างไอเดียทางธุรกิจใหม่ๆ อันจะนำมาซึ่งความหายนะและล่มสลายของระบบนิเวศของทั้งโลกโดยภาพรวม

แต่เป็นโอกาสสำคัญในการระลึกถึงความอจีรังของชีวิต ยอมรับ...และเผชิญกับมันอย่างสงบ เมื่อถึงเวลาอันสมควร ซึ่งจะต้องมาถึงในสักวัน

21 มกราคม, 2552

Being Accepted by Ownself

ทุกๆ คนต้องการการยอมรับ...

หลายคนแสวงหาการยอมรับจากภายนอก
รอให้ตนเองเป็น "กรรม" ของประโยค

ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถเริ่มต้นยอมรับตนเองได้ตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
ทำให้ตนเองเป็น "ประธาน" ของประโยค

พูดง่ายเนอะ...
ทำยากจัง เป็นยากจัง

เหนื่อยกับการต่อสู้กับตัวเอง กับสิ่งที่ตัวเองไม่ไปยอมรับมัน
ไม่กล้าไปยอมรับมัน...


20 มกราคม, 2552

พระจันทร์ขี้อาย



เคยคิดกันบ้างไหมว่า แท้จริงแล้ว พระจันทร์นั้นแสนขี้อาย

ในช่วงเวลาที่ดวงดาวนับล้านพากันออกมาทอแสงระยิบระยับ

พระจันทร์กลับไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังเงาของโลก

จากนั้นจึงค่อยๆ แง้มตัวออกมาทีละน้อยๆ ในขณะที่ดวงดาวทั้งหลายพากันบอกลาท้องฟ้ายามค่ำคืนไปช้าๆ

ในที่สุดก็จะเผยความงามของตัวออกมาเต็มที่เมื่อไม่มีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้า

ทำไมกันนะ...ฉันยืนถามพระจันทร์อยู่บนสะพานลอยบนถนนพระราม 3


เธอคงสวยเกินไปกระมัง...ฉันคิด
และตามติดมาด้วยเหตุผลอีกนานับประการ

สุดแท้แต่...

คืนนั้น ฉันฝัน...

ฝันเห็นพระจันทร์เพ็ญทอแสงสีขาวนวลอยู่ท่ามกลางประกายแสงจากหมู่มิตรดารา
โดยพร้อมเพรียงกัน

Halley

07 มกราคม, 2552

บันทึกสมาธิ I

ผ่านไปแล้วกับการนั่งสมาธิครั้งแรกเป็นเวลา 15 นาที
ที่มาที่ไปของการนั่งครั้งนี้คือได้รับ Inspiration จากนุ้กและ Motivation จากอาจารย์เอเชียในเรื่องของการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์เอเชียบอกว่าคนรุ่นเรานี่ฐานกายอ่อนปวกเปียก บางทียังไม่ได้ทำก็เลิกทำเสียแล้ว...อืม ถ้าจะจริง
ก็เลยจะลองดูกับตัวเองอีกสักครั้ง หลังจากที่อะไรหลายๆ อย่างก่อนหน้านี้ที่เคยตั้งใจว่าจะทำอย่างจดจ่อต่อเนื่องจริงจังมันก็ล้มไป

นั่งสมาธิ ปฏิบัติ ภาวนาแบบสมถะแบบนี้ จะทำต่อไปได้สักกี่ครั้ง สักกี่วันกันนะ?
เราจะทำสถิติปฏิบัติอย่างจดจ่อต่อเนื่องได้นานเท่าไหร่?

เลิกคิด...แล้วมาทำเลยดีกว่าเนาะ ^^

...

ครั้งแรกนี้นั่งบนเตียงที่มีความแข็งพอประมาณ คือทุกทีที่ได้นั่งขัดสมาธิก็จะนั่งบนพื้นแข็ง มีหรือไม่มีเบาะรองตูด
คราวนี้ก็เลยลองนั่งบนพื้นนุ่มๆ นิดหน่อย แล้วนั่งทับหมอนตัวเอง
(เอ้อ เพิ่งนึกขึ้นมาได้ ตอนเด็กมีคนบอกว่านั่งทับหมอนแล้วฝีขึ้นตูด...หวาย - -")

ก็ตั้งเวลาไว้ที่ 15 นาที ในห้องไม่มีเสียงใดๆ นอกจากแอร์ที่ดังต่อเนื่อง และเข็มวินาทีที่ดังด้วยคาบ 1 วินาที
ก็เลยใช้เทคนิคการหายใจเข้า-ออกด้วยความถี่ 0.2 Hz ตามที่พี่เอ๋แนะนำ โดยนับเสียงของเข็มวินาที
นับ 1-10 ย้อนไปมา...5 วิแรกหายใจเข้า 5 วิต่อมาหายใจออก

แรกๆ ก็ไปได้ดี คล่องดี แต่ก็มีแว้บไปคิดนู่นนี่พอประมาณ คิดถึงคำพูดของอาจารย์เอเชีย คิดถึงว่าตอนนุ้กทำคนเดียวจะเป็นงี้มั้ย คิดว่าบ่ายวันนี้จะเป็นอย่างไร ฯลฯ
แต่ก็ได้เสียงของเข็มวินาที และการเคลื่อนไหวของ Rectus abdominis เป็นตัวดึงกลับมาสู่การนับลมหายใจ

ผ่านไปหน่อย ก็เริ่มเมื่อย...ตอนนี้ความคิดอีกหนึ่งสิ่งก็วิ่งเข้ามา...เมือไหร่จะหมดเวลา
อยากเหลือเกินที่จะขยับตัว อยากเหลือเกินที่จะลืมตาตื่นแล้วเลิก
ครานี้ก็ได้คำจากอาจารย์ที่แว้บเข้ามา เบรคไว้
ได้เรื่องราวของอ.หมอประเวศที่อาจารย์เอามาแชร์ให้ฟัง มาคอยกระตุ้น และให้กำลังใจตัวเองในการนั่งต่อไป

แต่มันก็เมื่อยอะ ความอดทนขาดปุ๊ปก็หลุดออกจากท่านั่งสมาธิมาตรฐาน แล้วขยับตัว ช่วงนี้การหายใจก็ไม่ใช่ 0.2 Hz ละ แถมมีหาวอีกต่างหาก
แต่ตาก็ยังปิด และยังไม่ล้มตัวลงนอนและเลิกทำ

ความรู้สึกพวกนี้ก็แรงขึ้นเรื่อยๆ นะ จนกระทั่งตั้งใจไว้ว่าจะเป็นเฮือกสุดท้ายละ กลับเข้าสู่ท่านั่งมาตรฐานแล้วฝืนทำต่อ

สุดท้ายก็ได้เสียงปลุกจากโทรศัพท์เป็นระฆังบอกหมดยก!

...

ดีไม่ดี ถูกไม่ถูกไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เมื่อยหลัง และสงบประหลาดๆ คล้ายกันกับตอนหลังจากได้นั่งสมาธิกับกลุ่ม Shambala Bangkok
ไม่รู้เหมือนกันว่าการทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะพาเราไปพบอะไร

แต่ก็จะทำต่อไป...

พร้อมๆ กับคำพูดนี้ของพี่นาโผล่ขึ้นมา

"รู้ไหม การปฏิบัติของเรา โคตรจะเพื่อเราในเบื้องต้น และโคตรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนอื่นเรยนะ"

Halley
101/30, Lumpini Place Rama III-Charoenkrung

05 มกราคม, 2552

My "Most of the Year" 2008

มีความสุขที่สุด - ได้แบ่งปันเรื่องราว ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของการกระทำต่างๆ เกือบทั้งชีวิต เป็นเรื่องราวที่ตัวผมเองให้ค่ามันว่าเป็น "ปมด้อย" ของชีวิต ถึงสองครั้ง ในวงเล่าเร้าพลังอันทรงคุณภาพ พร้อมด้วยการรับฟังที่มีคุณภาพ ใจที่เปิดกว้าง และในการเล่าครั้งแรก เหตุการณ์สืบเนื่องจากนั้นทำให้ผมพูดออกมาว่า "กอดอาจารย์เอเชียเหมือนกอดพ่อเลย"

เศร้าที่สุด - มีสองเหตุการณ์ปิ๊งขึ้นมาแฮะ
เรื่องแรก...ทำให้ความตั้งใจแต่แีีรกของนุ้กที่หลังจากพาคนมาชมนิทรรศการ "Earth from Above" แล้วคุยถอดบทเรียนต่อล้มไม่เป็นท่า จากการชวนวงป่วนอย่างไม่มีสติของตัวเอง เหตุการณ์นี้ทำให้เครียด คิดมากถึงกับนอนไม่หลับ แต่ก็ได้เพลง "คืนอันเป็นนิรันดร์" และ Lindt Dark Chocolate 99% ช่วยไว้ เหตุการณ์นี้ทำให้ถึงกับคิด Drop วิชา EETP เลยทีเดียว...อืมม์ แต่ผ่านมาได้แล้ว "ทัน" ต่อการโทษตัวเองไวขึ้น และเกือบทุกครั้งก็ไหวตัวทันก่อนตกหลุมพรางแห่งจิตของตัวเองได้ :)
เรื่องที่สอง...ไม่ผ่านเข้ารอบ Stanford-Thai Exchange Programme (STEP)
ครั้งที่ XII และส่งใบสมัครไปทำแล็บที่ Cold Spring Harbor Laboratory ในโครงการ Undergraduate Research Programme (URP) ไม่ผ่าน ในเวลาอันใกล้เคียงกัน เชื่อไหมหลังจากรู้ผล STEP ซึ่งรู้ผล URP มาแล้วก่อนหน้านั้น ฮัลเลย์ถึงกับไปกึ่งนั่งกึ่งนอนร้องไห้แบบหมดอาลัยตายอยากอยู่หน้าห้องแล็บนิเวศวิทยา (ที่ศาลายา) กันเลยทีเดียว

ช็อคที่สุด - คำพูดของอาจารย์เอเชียที่ว่า "ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นฮัลเลย์" หลังจากผมยกมือขันอาสาเป็นคนนำกล่าว Dedication ให้กับคาบสุดท้ายในวิชา EETP เป็นช็อคในแง่ดีมากๆ ซึ่งช็อคเพราะไม่คิดว่าจะมีคนคิดอย่างนี้จริงๆ...ก็ขนาดตัวเองยังไม่คิดเลย

ดีใจที่สุด - ได้เรียนวิชาที่เปิดโดยอาจารย์เอเชียตั้งสามคลาสแน่ะ! ว้าว >.<

อับอายที่สุด - ใกล้สิ้นปีเต็มที ฮัลเลย์หอบถุงนอน หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า สะพายกระเป๋าเป้ พาดเสื้อกันหนาวอย่างหนาไว้บนบ่า วิ่งขึ้นรถไฟฟ้าช่องนนทรี ลงที่หมอชิต แล้วต่อมอ'ไซค์ไปยังสถานีขนส่ง แล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างเลิ่กลั่ก ไปที่ชานชาลา ด้วยหน้าตาที่ใครดูก็มองออกว่า "ตรูสายแล้ว!" ให้ทุกคนที่มองมาได้เห็น...- -

ตลกที่สุด - ที่อัมพวา ในค่ายสัมมนาสลึง เอกสามารถยืนยันได้ว่า เรา เอก และคณะ เล่นคำผวนทะลึ่งๆ ลามกๆ ใส่กันเกือบทั้งคืน!

ดีที่สุด - หลายๆ โมเม้นท์ที่ได้รู้ว่า ผมกับน้องปิ่นคิดตรงกัน ชอบตรงกันในหลายๆ เรื่อง

การเปลี่ยนแปลงสุดๆ - ได้ใช้ชีวิตแบบลุยๆ กะเค้าบ้าง และไม่กลัวที่จะต้องลุย!

ทรมานที่สุด - เล่าคร่าวๆ ว่าเป็นช่วงที่ปวดขี้สุดๆ แบบทะลวงออกมาแล้วหน่อยนึง แต่ฮัลเลย์ยังหาห้องน้ำไม่ได้ ต้องวิ่งวุ่นเกือบทั่วคณะวิทย์เพื่อหาส้วมที่เหมาะสมกับสัณฐานของเขา...อย่างละเอียดอ่านได้ที่ Journal ของฮัลเลย์ พี่หนุ่ม Confirm ว่าฮาจริง

กลัวที่สุด - อ.ธีราพร พันธีรานุรักษ์ ที่ปรึกษาผมเอง...

แย่ที่สุด - เกรดวิชา Developmental Biology ที่ได้แค่ B

เหนื่อยที่สุด - เขียนแผนธุรกิจในโครงการ iCare ข้ามคืน...

ภูมิใจที่สุด - เป็นหนึ่งในสี่ผู้ตามเก็บไอเท็ม Leadership ในวิชา EETP

หลอนที่สุด - ได้รับสัญญาณใดๆ ว่าบริเวณอันใกล้นั้นมีอ.ธีราพรดำรงอยู่

เสียวที่สุด - (Sexplicit ไปนิดนะ) ใช้ Lubricant...(ไปคิดต่อเอาเอง - -")

คำพูดที่ดีที่สุด - "ผมเชื่อว่าฮัลเลย์ต้องยกมือ" โดยอ.เอเชีย

คำพูดที่แย่ที่สุด - คิดไม่ออก...คงมีบ้างนิดๆ หน่อยๆ ปนกันไปแหละ แต่ไม่มีไรโดดเด่นมาให้คิดออก

SMS ที่ชอบที่สุด - เป็น SMS ที่ได้มาในวันเกิด คือทุกทีจะได้จากแก้วตา (เพื่อนสนิทตอนม.ปลาย) ตอนเที่ยงคืน...ยกเว้นปีที่แล้ว แชมป์คือนุ้ก...นุ้กส่งมาว่า
"HBD It's a good day to start to trust yourself as the world trust itself :-)"
ก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันในมหาลัยคนแรกนะ ที่ส่งมาตอนเที่ยงคืนสิบเก้านาที :)

วันที่จะจำเอาไว้ - อยากจำอยู่หลายวันนะ เช่นวันที่ได้รู้ว่าลักษณะของการทำตัว Uncoachable เป็นอย่างไร คืนสุดท้ายของ EETP08+ ที่มา Reflection กัน แต่เอาล่าสุดเลยละกัน...ในคืนข้ามปีที่ผ่านมานี้เอง ในห้องพักหมายเลขสองของ Ben Guesthouse กับวงดอกอาไรข้ามปีที่คราคร่ำไปด้วยคนที่ไดอาล็อกกันมาหลายต่อหลายครั้งติดๆ กันหลายๆ วัน ก็ได้รับความมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองฝ่ายเดียว ว่าอย่างน้อยผมก็มีนิวกับเพ็ญเป็นเพื่อนสนิท :)

เพลงที่ชอบที่สุด - เอาตามสถิติใน iPod ละกัน...มีอยู่สองเพลงคือ "ขอบคุณกันและกัน" ของวง August และ "Le Festin" ซึ่งประกอบการ์ตูน Ratatouille
อ่ะ แถมอีกเพลง "Falling Slowly" ประกอบภาพยนตร์ once

หนังที่ปลื่มที่สุด - Wall • E, once, Into Faraway Sky, และ Kids (สองเรื่องหลังชอบเพราะเนื้อหาเกี่ยวกับเพื่อนที่กินใจมาก)

หนังที่ดูแล้วไม่เข้าใจที่สุด - ไม่มีนะ หึหึ

หนังสือที่ชอบที่สุด - ความสุขของกะทิ

รู้สึกผิดที่สุด - เรื่องราวเดียวกับ "เศร้าที่สุด"

ผิดหวังที่สุด - เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่นะ แต่มันแว้บขึ้นมา มันเป็นเรื่องที่กระบวนการทำโครงการ "ขจีบุฟเฟต์" มันไม่ค่อยเป็นอย่างที่คิดไว้

สถานที่ที่ไปแล้วชอบที่สุด - บ้านอาจารย์จารุพรรณ ที่เขาใหญ่ และ...แน่นอน...สนามบินสุวรรณภูมิ

อยากทำที่สุด - อยากทำแล็บ...(แต่ไม่ได้ทำ)

คิดถึงที่สุด - เพื่อน

Halley
คอนโดพระราม 3,
5.44 น., 1/5/09

ป.ล. ถือว่าเป็น Chk out ของปีที่แ้ล้วเนาะ ส่วน Chk in ของปีนี้ขอผลัดผ่อนไปก่อนเด้อ อุอิ ง่วง+มึนส์หน่อยๆ แล้ว ~.~

04 พฤศจิกายน, 2551

At the Airport Episode I: Love Actually Is All Around

"Whenever I get gloomy with the state of the world, I think about the arrivals gate at Heathrow Airport. General opinion's starting to make out that we live in a world of hatred and greed, but I don't see that. It seems to me that love is everywhere. Often it's not particularly dignified or newsworthy, but it's always there - fathers and sons, mothers and daughters, husbands and wives, boyfriends, girlfriends, old friends. When the planes hit the Twin Towers, as far as I know none of the phone calls from the people on board were messages of hate or revenge - they were all messages of love. If you look for it, I've got a sneaky feeling you'll find that...

...love actually is all around."


...

สำหรับฉันแล้ว สนามบินค่อนข้างจะเป็นสถานที่ที่พิเศษออกสักหน่อย
เป็นสถานที่ที่ฉันไปเพื่อบอกกับตัวเองว่า "ถึงส่งกันหมื่นลี้ ยังไงก็ต้องจากกัน" อยู่ที่หน้าประตูทางเข้าสถานที่ตรวจหนังสือเดินทาง ซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้โดยสารขาออก
เป็นสถานที่ที่ฉันไปเพื่อบอกกับตัวเองว่า "กลับมาแล้วเหรอ คิดถึงจัง" อยู่ที่ลูกกรงเหล็กซึ่งกั้นไว้สำหรับผู้โดยสารขาเข้า
เป็นสถานที่ที่ฉันเดินเข้าไปเพื่อโดยสารยานพาหนะที่พาฉันโบยบินออกไปพบโลกกว้าง
และเป็นสถานที่ที่ฉันเหยียบเป็นที่แรก หลังจากเดินออกจากประตูเครื่องบิน

ในยามที่ใจกลางเมืองหลวง กำลังเกิดการเขม่นกันระหว่างสีเหลืองกับสีแดง ร่ำๆ จะเกิดการปะทะกันอยู่มะรอมมะร่อ

จะมีสักกี่คนที่แสนโชคดี ได้มาเป็นประจักษ์พยานของความรักระหว่างแม่กับลูกชายคนเดียว ญาติๆ ทั้งฝ่ายพ่อและแม่กับหลานชาย พี่ชายที่แสนดีกับลูกพี่ลูกน้อง และระหว่างเพื่อน ในช่วงเวลาราวๆ สิบนาฬิกาสามสิบนาที ที่สนามบินสุวรรณภูมิแห่งนี้บ้างนะ

...

วันนี้ฉันโดดเรียน - ใช่..."โดดเรียน"
ออกจะเป็นเรื่องผิดปกติไปสักหน่อยสำหรับฉัน ซึ่งมีความกระเหี้ยนกระหือรืออย่างยิ่งยวดสำหรับการเรียนรู้ในวิชา "ภูมิคุ้มกันวิทยาเบื้องต้น" กับอาจารย์ที่น่ารักและใจดีเป็นอันดับต้นๆ ของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ปกติแล้วการโดดเรียนของฉันเกิดขึ้นได้ไม่กี่สาเหตุ
แน่นอนว่าแรกๆ "ความขี้เกียจ" มาแรงแซงหน้าเหตุผลอื่นๆ
แต่เมื่อรู้ซึ้งถึงผลที่ตามมาแล้ว เหตุผลนี้ก็ตกอันดับไป
ก็ยิ่งทำให้ "การโดดเรียน" ของฉันมีความถี่น้อยลงไปอีก

และการโดดเรียนครั้งแรกของฉันในภาคเรียนสุดท้ายของปีการศึกษาสุดท้าย
ฉันยกให้กับเหตุผล "ไปส่งเพื่อน"

เพื่อนที่แบ่งปันให้ฉันฟังว่า "ชีวิตต่อจากนี้ไปอีกเจ็ดถึงแปดเดือน ได้วางแผนไว้เมื่อเจ็ดถึงแปดปีที่แล้ว"

ฉันโดดเรียนครั้งนี้ ก็เพื่อจะไปให้เห็นกับตา และเข้าถึงใจของตัวฉันเองว่า ฉันมีความสุขมากเพียงใดเมื่อได้เห็นใครสักคนได้ทำตามที่ใจฝันไว้...ให้เป็นจริงขึ้นมา

ซึ่งฉันก็สัมผัสถึงอารมณ์ และความรู้สึกนั้นได้จริงๆ เสียด้วย

...

ช่วงเวลาสุดท้ายของเพื่อนฉันก่อนที่จะไม่พบปะคนคุ้นเคยอีกสองเดือน เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก ที่ฉันคิดว่า หอมหวลอบอวล หวานละมุนนุ่มลิ้น และลึกซึ้งซะยิ่งกว่าวันนักบุญวาเลนไทน์ซะอีก

คุณแม่วัยกลางคนที่พร่ำเตือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะถึงเวลาเข้าด่านตรวจหนังสือเดินทาง ประหนึ่งว่าเป็นเด็กอนุบาลที่ต้องให้คุณแม่ตามไปเช็คสภาพ ตรวจสอบความปลอดภัยทุกอย่างก่อนจะไปโรงเรียนวันแรกที่หน้าประตู 
หลายๆ ประโยคแม้ฉันจะหลุดขำ เพราะฉันว่ามันก็เป็นคำเตือนที่เกิดมาเพื่อเพื่อนของฉันจริงๆ ซึ่งมันเป็นคำเตือนที่...อื้ม ใครไม่รู้จักเขา จะไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องเตือน
ตามด้วยการโผเข้ากอดกันระหว่างแม่กับลูกชาย ที่ฉันคงต้องเบือนหน้าหนีก่อนที่น้ำตาใสๆ จะไหลล้นออกมา

ตามด้วยการกล่าวลาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า "ไปแล้วนะคร้าบ" บ้าง "ไปก่อนนะคร้าบ" บ้าง กับญาติๆ และลูกพี่ลูกน้องที่มาส่ง

แล้วจบท้ายด้วยการโอบไหล่ฉัน แล้วกล่าวขอบคุณที่มาส่ง 
ส่วนฉันได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อตอบรับและยิ้มส่งให้ คงเพราะไม่คุ้นชินกับสถานการณ์นี้ และพฤติกรรมนี้เท่าใดนัก...

ยัง! มันยังไม่เข้าไป
มันจบไม่ง่ายขนาดนั้น

พฤติกรรมการอำลาเป็นอย่างนี้กลับไปกลับมาสามครั้งเห็นจะได้

ซึ่งถ้ามีครั้งที่สี่ ฉันคงจะพูดอย่างเหลืออดว่า 
"เมื่อไหร่มรึงจะเข้า Gate ไปซะที เรามีธุระที่ต้องทำที่คณะอีกนะเฟร่ย"

ไม่รู้จะน่าดีใจหรือเสียใจดีที่ฉันไม่มีโอกาสได้พูดประโยคเด็ดนั้นออกไป

สุดท้ายและท้ายสุดจริงๆ ก็คือการโบกมือบ๊ายบายกับรอยยิ้ม
ซึึ่งเป็นพฤติกรรมการร่ำลาที่แสนจะคุ้นตา มันทำให้ฉันบ๊ายบายและยิ้มตอบได้อย่างไม่ยากเย็น

แม้จะเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ฉันกับเขาไม่สามารถเจอกันได้อีกภายในชาตินี้ ฉันก็จะไม่เสียใจ
ฉันเลือกแล้วที่จะพูดทุกอย่างให้เคลียร์ และสะสางความรู้สึกไม่ดีที่คั่งค้างมาแต่เก่าก่อนออกไปหมดแล้ว

เพราะฉันเลือกที่จะแสดงออกเสมือนหนึ่งว่า ฉันมีความเป็นไปได้ที่จะตายก่อนเขาจะกลับมา

...

เพื่อนฉันคนนี้เดินเข้าไปในส่วนที่ฉันและคนอื่นๆ ได้แต่ยืนมองเขาเดินจากไปจนลับสายตา

ไปสู่เส้นทางแห่งความใฝ่ฝันที่ฉันมั่นใจว่าแม้มันจะเหน็บหนาว
แต่เขาจะไม่มีวันหนาวเหน็บ

ก็พกความรักไปซะตุงกระเป๋าซะขนาดนั้นนี่นา

เชื่อมั้ย? อุ่นกว่าเสื้อกันหนาวขนแมวน้ำซะอีก!

...

"เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกแย่กับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ ฉันคิดถึงประตูสำหรับผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าเราอยู่ท่ามกลางโลกที่มีแต่ความเกลียดชังและแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน ฉันมองเห็นเหมือนกับว่าความรักนั้นพบเห็นได้ทั่วไป แม้จะไม่ชัดแจ้งหรือน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่ก็พบเห็นได้ตลอด - แม่กับลูกโทน ญาติกับหลานรัก พี่ชายกับน้องสาว เพื่อนสนิทกับเพื่อนสนิท เมื่อใครสักคนตัดสินใจเดินเข้าประตูไป เท่าที่ฉันรู้ไม่มีใครโทรหากันเพราะความเกลียดชังหรือความแค้น แต่เพราะความรัก ถ้าคุณได้ลองมองดูดีๆ ฉันรู้สึกอยู่ลึกๆ นะว่า ท้ายที่สุดแล้วคุณจะพบว่า...
 
...แท้จริงแล้ว ความรักก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง"


Halley, ที่บ้าน
11/04/2008, 23.53

07 กุมภาพันธ์, 2551

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ประมาณปลายเมษายนปีที่แล้ว ในขณะที่กำลังง่วนอยู่กับนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต
ฉันได้รับเมล์ที่ส่งผ่าน SCMU48 Yahoo! Groups มาฉบับหนึ่ง
จดหมายอิเล็กโทรนิกส์ฉบับนั้นจ่าหน้าว่าผู้ส่งคือ Teerut Piriyapunyaporn...นุ้กอีกแล้ว
ข้อความในจดหมายก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีลิงค์ที่จะพาฉันเข้าไปใน Webpage ของ Undergraduate Research Programme (URP) ภายในคลิ้กเดียว

อืม...นุ้กบอกให้ Let's check it out
ก็เลยลอง Check it out...

อ๋อ...มันเป็นโปรแกรมทำแล็บภาคฤดูร้อน (ของฝรั่ง) ที่ห้องแล็บแห่งอ่าวใบไม้ผลิเย็นๆ (Cold Spring Harbor Laboratory)
อ๋อ...รับครั้งละ 25 คนจากทั่วโลก
"คนที่ไม่ได้เริ่มทำแล็บอย่างเราคงไม่มีสิทธิหรอกมั้ง"
ฉันคิด และความคิดก็ถูกตอกย้ำจากส่วนหนึ่งของหัวเรียงความที่ต้องส่งไปว่า

"Please include your lab experience, extracurricular activities, or another employment you believe to be relevant to your application."

ฉันเลิกฝัน...เลิกคิดว่าตัวเองจะได้เป็นหนึ่งในยี่สิบห้าคนที่มีรายชื่ออยู่บนการประกาศผล
เลิกคิดว่าตัวเองจะไปทำแล็บภาคฤดูร้อนในอ่าวใบไม้ผลิเย็นๆ
เลิกคิดแม้แต่จะเริ่มต้นเขียนใบสมัคร เขียนเรียงความ และขอร้องให้คนสองคนเขียนจดหมายแนะนำตัวให้

แล้วเวลาก็ล่วงเลยไป...

อีก 3 - 4 เดือนถัดมา ในขณะที่กำลังนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนห้องสมุดสตางค์ฯ
นุ้กก็โผล่เข้ามาถามไถ่ความคืบหน้าทางความคิดเรื่อง URP
"เรายังไม่ได้ทำแล็บเลย ไม่รู้จะเขียนอะไรส่งไป" จำได้ว่าตอบไปประมาณนี้
ว่าแล้วนุ้กก็เปิด Perspective ของใครสักคนที่ขึ้นต้นด้วย

"As an undergraduate from Oxford University, without laboratory experience and an emerging interest in neuroscience,..."

เห...ไม่ได้ทำแล็บก็ไปได้เหรอ
ว่าแต่...ไอ้เรามันก็เป็นแค่พวกผิวเหลืองที่ไม่ได้ทำแล็บที่มาจาก Mahidol University นี่นา...
จะไปเทียบรัศมีของพวกผิวขาวจาก Oxford ได้ไง
ประหนึ่ง Olympus กับ Mariana Trench ยังไงยังงั้น

อะ...ต่างกันแค่สีผิวกับมหาวิทยาลัยที่สังกัด
ไม่ได้ทำแล็บเหมือนกัน แถมผิวเหลืองอย่างฉันเรียนหนักกว่าอยู่แล้ว
อะ...ลองฝันดูหน่อยก็แล้วกัน อุตส่าห์โดน Motivated ซะขนาดนี้
ถึงจะเป็นจริงได้ยากเสียหน่อย แต่ลองดูสักตั้งก็คงไม่เสียหายอะไร

แล้วเวลาก็ล่วงไป...

ตัดสินใจพูดเรื่องนี้ให้ใครหลายคนฟัง ทั้งคนที่บ้าน ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา
ทั้งพี่ชายพี่สะใภ้ก็คอยตอกย้ำกันได้ทุกทีที่เจอ
อาจารย์ที่ปรึกษาก็ถามถึงทุกครั้งที่เข้าไปคุย

แต่ทุกครั้งที่มีคนอวยพร ขอให้ได้ไป...ไม่รู้ทำไม เจ็บแปลบขึ้นมาทันที (อกหักใช่ไหมอย่างนี้~)
ดูเหมือนทุกๆ คนจะคาดหวังกับฉันมากจัง...มากเกินไป
นุ้กเองก็เอ่ยให้ได้ยินบ่อยขึ้น ถามจังว่า "ฮัลเล่ย์เขียนใบสมัครยัง"
ความอยากไปเริ่มมีแล้ว ความฝันเริ่มตั้งเค้า
แต่มันก็ยังไม่มีอะไรจะเขียนอยู่ดีนี่

ก็เป็นซะได้อย่างนี้ และด้วยนิสัยเสียส่วนตัว กว่าจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างก็เข้าสู่ช่วงปีใหม่

แล้วเวลาก็ล่วงไป...

น่าแปลก ยิ่งเข้าใกล้วันที่ต้องส่งใบสมัคร ความตื่นเต้นก็หดหาย
อะไรๆ ที่น่าจะคลี่คลายก็กลับยิ่งรัดแน่น เหมือนปมเชือกที่ค่อยๆ ถูกดึงแน่นขึ้น แน่นขึ้น แน่นขึ้น...
เรียงความที่ต้องเขียนส่ง ก็ยังว่างเปล่าอยู่จวบจนถึงวันเกือบสุดท้ายจดหมายแนะนำตัว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับภายในวันที่ต้องไปส่งไปรษณีย์

แล้วเวลาก็ล่วงไป...

คืนก่อนวันกำหนดส่งไปรษณีย์...กับเรียงความที่ยังไม่สมบูรณ์

จะนอน...แล้วส่งช้า คิดในแง่ดีว่าสมมติฐานของนุ้กถูก
หรือจะเขียนซึ่งก็มองไม่เห็นทางที่จะได้รับจดหมายแนะนำตัวครบในวันรุ่งขึ้นเช่นกัน

ถ้าได้รับจดหมายแนะนำตัวไม่ทัน ก็ต้องส่งช้าอยู่ดี
แล้วถ้าอุตส่าห์เขียนดีๆ ไป แต่ส่งไม่ได้ ก็ค่าเท่ากัน
แต่ แต่ แต่ว่า...ถ้าได้รับจดหมายแนะนำตัวครบภายในพรุ่งนี้ แล้วเรียงความไม่เสร็จ
ความกรุณาที่อาจารย์มอบให้...มันก็ไร้ค่าเหมือนกันน่ะสิ

ว่าแล้วก็นึกถึงชื่อ MSN ของนุ้กที่บอกประมาณว่า
"ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพระเจ้า"
ซึ่งก็ไปคล้องกับสิ่งที่อาจารย์เคยบอกไว้

เออแห่ะ...งั้นลองทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ให้ดีที่สุดไปเลยละกัน
แล้วพรุ่งนี้...ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พระเจ้าจะบันดาลให้จดหมายแนะนำตัวทั้งสองฉบับส่งมาถึงมือฉันหรือไม่ก็ช่างหัวมัน
ฉันรู้แค่วันนี้ แค่คืนนี้ฉันทำเต็มที่ แล้วที่เหลือ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไป...ตามเหตุ และปัจจัย

แล้วเวลาก็ล่วงไป...

มีอุปสรรคขวากหนาม และด้วยความพยายามอีกเล็กน้อย
พระเจ้าก็ทอยลูกเต๋า ส่งจดหมายแนะนำตัวมาให้ฉันได้ครบทั้งสองฉบับ

เอาล่ะ...ได้เวลานำ "ฝัน" นำความเครียดทั้งหมด นำอะไรต่อมิอะไรที่ประสบพบเจอและสะสมมาเป็นแรมปี ไปส่งให้ถึงห้องแล็บเย็นๆ แห่งอ่าวฤดูใบไม้ผลิแล้ว...

แล้วเวลาก็ล่วงไป...

ขากลับจาก FedEx สาขานานา
ไม่รู้อะไรดลใจ อยู่ดีๆ คลื่นวิทยุสมองก็ส่งเพลง "รางวัลแด่คนช่างฝัน" เข้ามา
ฉันร้องตามเสียงเพลง คอร์ด ทำนอง และเนื้อร้องที่คุ้นเคย...จนมาสะดุดเข้ากับท่อนฮุก

"บนทางเดินที่มีขวากหนาม ถ้าเธอคร้ามถอยไปฉันคงเก้อ
ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอ เพียงตัวเธอไม่หนีไปเสียก่อน"

ใช่เลย...ใช่จริงๆ ด้วย
ในช่วงเวลาที่ฉันคิด "คร้ามถอยไป..."
ความช่วยเหลือและสิ่งเกื้อหนุนต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาหาฉัน "...ก็คงเก้อ"

เสมือนว่าลอยคออยู่กลางทะเล
ถ้าจะเข้าฝั่ง จะรอให้ฟ้าให้ฝนให้คลื่นให้ลมคอยพัดพาเข้าฝั่งอย่างเดียวก็ดูกระไรอยู่
ยังไงเสีย...ถ้าไม่ออกแรงว่ายเสียบ้าง สุดท้ายก็คงกลายเป็นแค่ก้อน Nutrient ที่รอให้สัตว์กินซากและผู้ย่อยสลายมาจัดการไป

ยิ่งคิดได้แบบนี้ ก็ยิ่งสะใจที่เขียนเรียงความเสร็จพร้อมส่ง
พร้อมรับความช่วยเหลือและเกื้อหนุนจากคนรอบๆ ตัว ผลักดันให้ซองใส่ฝันซองนั้นบินไปจนถึงนิวยอร์ก
และในขณะเดียวกัน ก็ดีใจที่รอบตัวมีความช่วยเหลืออยู่มาก...มากจนฉันเอง...ก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน


...



ถ้าไม่เริ่มต้น "ช่างฝัน" ก็คงไม่เจอประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้
ร้องเพลงเพลงนี้ให้คนอื่นมาก็มาก แต่แล้วก็เพิ่งเข้าใจ
นี่สินะ...ที่เขาเรียกว่า..."รางวัลแด่คนช่างฝัน"

ป.ล. ตกค้างจาก Check out ครั้งที่แล้ว แต่อยากแบ่งปันให้ทุกคนได้ "ช่างฝัน" แล้ว "เป็น" อย่างที่ฝันซะ แต่ก็อย่าลืมที่จะ "วางใจ" ไปกับในสิ่งที่เราไปยุ่งอะไรกับมันไม่ได้ด้วยล่ะ