25 กันยายน, 2552

บ่ายแห่งการเรียนรู้

มีความรู้พื้นฐานนิดหน่อยสำหรับการอ่านบล็อกนี้ให้รู้เรื่อง และเข้าใจ (แต่จะไม่อ่านก็ได้นะ)



1. ตอนนี้ผมเรียนวิชา SCID518 Generic Skills in Science Research ซึ่งจะมีหัวข้อ Fast Track in Science Databases ให้ได้ลงมือทำกันแบบ Hand-on Workshop แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทำให้ต้องแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเรียนบ่ายนี้ กลุ่มที่สองเรียนพุธบ่ายหน้า

2. พี่ต๋อย เป็นชื่อที่ผมเรียกเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลและเป็น TA ในรายวิชา SCID5xx ทั้งหลาย

3. พี่สา เป็นชื่อของพี่ที่เรียนป.เอก หลักสูตรพิษวิทยา ที่สนิทกัน



เอาล่ะ จบแล้ว



ต่อไปเป็นการคัดลอกเนื้อหาจากสมุดบันทึกการเดินทางของผมมาใส่ไว้ในนี้ล้วนๆ



---



ตอนนี้นั่งอยู่ในห้อง P114...ในใจกำลังครุกรุ่นไปด้วยความไม่พอใจ...กับการไม่มีที่นั่ง, กับความผิดหวังว่าจะได้นั่งเครื่องคอมพ์ 1 คน/เครื่อง (ก็เพราะจะได้ Tweet, เช็คเมล์. เข้าเว็บบอร์ดไปด้วยระหว่างเรียน...) จากนั้นก็ตามมาด้วยเหตุลและข้อ้อางต่างๆ นาๆ ที่โยนความผิด โยนความรับผิดชอบไปให้สิ่งอื่น เช่น บ่นว่าการจัดการไม่ดี, คนดูแลห่วย, ไม่เอาใจใส่เราเท่าที่ควร...บลาๆๆ จนสุดท้ายก็ต้องออกจากห้องไปเป็นการประชด ประท้วง และดื้อเงียบ ก็เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น...จะได้หาอะไรทำนอกจากมานั่งโกรธอยู่แบบนี้...ก็โอนะ...ได้ไปเจอน้องๆ ได้ไปเอาของให้อ.เอเชีย ก็ทำให้ลืมๆ ไปบ้าง...แต่พี่สาก็โทรเข้ามา ตามกลับไปเข้าเรียน...สุดท้ายก็เข้ามาในห้องอีกครั้ง ตามด้วยการนั่งลงไปกับพื้นอย่างไม่เกรงใจวิทยากรและอ.สรวง ตั้งใจว่าจะไม่เรียน...แต่ก็...

แต่พี่ต๋อยก็เข้ามา...ถามอย่างใจดี ใจเย็น และมีเมตตาว่า "จะเอาเก้าอีกปะ?" มันเหมือนไฟโทสะในใจมันดับลงไปหน่อยนึงน่ะ แล้วพี่ต๋อยก็เข้ามาคุยว่า รอบนี้มีคนจากรอบสองมาเรียนรอบนี้ด้วย...โอ...เราตัดสินคลาสนี้ไปนี่...เราตัดสินไปล่วงหน้าว่าคลาสนี้ไม่ควรมีเพราะ Resource ไม่เพียงพอต่อจำนวนนศ. และบลาๆๆ...ก็เพราะได้พี่ต๋อยแหละที่ทำให้คิดได้ และมองเห็นการตัดสินอันยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งของเรา มองเห็นความไมรับผิดชอบต่อชีวิตและการเรียนรู้ของตัวเอง (จริงๆ อันนี้ยังไม่ชัดเท่าไหร่...)

ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ก็คงต้องเรียนรู้ตัวเองกันต่อไป

Halley
P114
25/09/09, 13.55 น.

20 กันยายน, 2552

ผิดหวังจากความคาดหวัง

ผิดหวังจากความคาดหวัง

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


เป็นความคาดหวังแบบเดิมๆ
เป็นร่องเดิมๆ
เป็นอารมณ์เดิมๆ

แต่ก็ยังไม่ทัน
ยังห้ามไม่ได้
หยุดไม่อยู่
ฉุดไม่อยู่
ยั้งไว้ไม่ไหว

ทุกครั้งที่คาดหวัง
ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะผิดหวัง
(ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะผิดหวัง)

และพอผิดหวัง
ผลที่ตามมาคือ
เจ็บจี๊ดๆ ในใจ
ความทุกข์
และความน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง

บ้างทัน บ้างไม่ทัน
บ้างเห็น บ้างไม่เห็นความ "อยาก" ออก
บ้างศิโรราบ
และบ้าง...ก็ร่ำไห้

สนุกดีนะชีวิตนี้
ดูใจเราซะสิ เป็นได้ขนาดนี้
ไม่ยอมถอยหรอก เส้นทางนี้
ก้าวเดินไปพร้อมความเจ็บปวดนี่แหละ

เป็นปม เป็นปัญหา เป็นทุกข์ที่ยุ่งเหยิงดี
แต่ทำไงได้ นี่มันตัวเรา ใจเรา ความคิดเรา...ชีวิตเรา

ปฏิเสธมัน? กำจัดมัน?
เดี๋ยวมันก็กลับมา

ก็อยู่กับมันไปน่ะแหละ
เพราะเชื่อเหลือเกินว่า
สักวันนึง...ถ้าไม่ใช่ชาตินี้...ก็คงเป็นชาติหน้า...ไม่ก็ชาติต่อๆ ไป

มันจะคลี่คลาย
ด้วยตัวของมันเอง

05 กันยายน, 2552

เพื่อนเที่ยว

นานมาแล้วผมเคยพูดถึงเพื่อนกินเอาไว้
และรู้สึกดีใจที่มีเพื่อนกินดีๆ อย่างแก้วตา - เธอกินกับผมได้ทุกอย่าง และกินเยอะดี ทำให้ผมไม่นึกเกรงใจเวลาที่ต้องจ่ายตังค์แชร์ค่ากินกับเธอ

คราวนี้ ช่วงครึ่งหลังของชีวิตป.ตรี และจนถึงบัดเดี๋ยวนี้...ผมนึกอยากมีเพื่อนเที่ยวกับเค้าซะแล้วซี

คำว่า "เที่ยว" ในที่นี้ ก็ไม่พ้นเรื่องเที่ยวกลางคืนน่ะแหละ

จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเที่ยวนะ แต่ก็รู้สึกว่าเที่ยวน้อยไป ทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ

โอเค...มันไม่ดีหรอก ผิดศีล และการพาตัวเองไปในสถานที่อโคจรก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นกุศลซะเท่าไหร่
แต่เรื่องหลายๆ เรื่องมันก็อยู่เหนือเหตุผลและศีลธรรม - ก็ Id มันทำงานข่มทับ Superego นี่นา...

เรื่องของเรื่องที่ทำให้เรื่องนี้มันเป็นประเด็นขึ้นมา คือ คืนหนึ่ง หลังจากกลับจากบ้านอาจารย์เอเชีย ช่วงที่ผมกับนุ้กกำลังเดินบนสะพานลอยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ผ่านร้าน Saxophone ซึ่งก็เป็นผับดีๆ นี่เองแหละ

นุ้กชวนผมเป็นครั้งที่สอง (ซึ่งไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวจำได้รึเปล่าว่านี่คืิอครั้งที่สอง) ว่าให้ลองมานั่งชิลล์ๆ ฟังเพลงแนวแจ๊ส สกา เร็กเก้ที่ผมชอบดูบ้าง...

ก็อืม...ก็เห็นตัวเองชัดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผมยึดถืออยู่เกี่ยวกับเรื่องนี้
ถ้าให้ไปคนเดียวก็คงต้องขอคิดดูก่อนนานๆ เพราะการไปเที่ยวผับ เทค ก็คือการทำสิ่งอกุศลดีๆ นี่เอง
การไปนั่งคนเดียวก็คงท้าทายดีสำหรับผม - ก็ถ้าต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกคนเดียว ผมจะเป็นคนละคนกับตอนที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ หรือคนที่สนิทๆ โดยสิ้นเชิง จะเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ขี้อาย และไม่กล้าทำอะไรแตกต่างอย่างถึงที่สุด
ถ้าไปคนเดียว...จะทำยังไง สั่งอะไรบ้าง นั่งตรงไหน ถ้าไม่อยากกินเหล้า สั่งเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้มั้ย ถ้าจะกินเหล้า จะสั่งยังไง มีอะไรบ้าง แล้วจะกินหมดมั้ย มีกับข้าวมั้ย มีอะไรบ้าง...มะเอา ไม่กล้าถาม กลัวโดนดูถูก โดนว่า

ก็ทำให้...ไม่กล้าที่จะไปคนเดียว
แต่ตอนนี้ก็มีความคิดที่จะไปคนเดียวขึ้นมาบ้างแล้วนะ...แต่...

การไปกับเพื่อนก็สนุกกว่าอยู่ดี อย่างน้อยก็ได้มีเพื่อนคุย และได้แสดงออกความเป็น "ฮัลเลย์" มากกว่าที่จะต้องเก็บกดเอาไว้
และที่สำคัญ ผมเองก็ให้ค่า "การไปเที่ยวด้วยกัน" ไว้ค่อนข้างสูง เพราะเห็นแล้วว่า สำหรับกลุ่มคนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน ไม่ใช่ชวน "ใครก็ได้" แต่จะชวนกันเฉพาะคนในกลุ่มจริงๆ
นั่นคือ ถ้าผมถูกชวน แปลว่าผมถูกนับรวมไปอยู่ในกลุ่มด้วย - นั่นแหละคือความคาดหวังสูงสุด

นั่นก็ทำให้หลายๆ ครั้งที่รู้ว่าเพื่อนๆ ไปดื่มกินกันโดยไม่ได้ชวน ผมจะมีความรู้สึก "น้อยใจ" ตามมาเสมอ
ไม่ใช่การน้อยใจโดยไปโทษคนอื่น - ก็เหมือนทุกที - คือโทษตัวเอง

เพราะเข้าใจดีว่า แต่ละคนก็มีเหตุผล มีที่มาที่ไปของแต่ละคนจริงๆ

ดังนั้น ประเด็นที่น้อยใจ มันคือการน้อยใจตัวเองว่า ทำตัวไม่ดีพอที่จะเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ทำตัวไม่กลมกลืนกับคนอื่นมากพอที่จะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ และมากพอที่จะเป็นกลุ่มเดียวกันของใครต่อใคร

แม้จะต้องทำเรื่องที่อกุศลไปบ้าง แต่ก็ยอม ถ้ามันต้องแลกมากับการเป็นที่ยอมรับ

02 กันยายน, 2552

แลลักษณ์ลึงค์: ไยน่าตะลึงนัก?

นักจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ (evolutionary psychologist) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถตอบคำถามได้แล้วว่า “ทำไมรูปร่างลึงค์จึงเป็นอย่างที่เห็น?”

โดยในขั้นแรก นักวิจัยได้ใช้หลักการให้เหตุผลแบบตรรกนิรนัย (logicodeduction) คือศึกษาเปรียบเทียบในเชิงมองย้อนกลับไปหาต้นตอของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสายวิวัฒนาการ แล้วสรุปออกมาว่าเพราะเหตุใด “สิ่งนั้น” จึงเป็น “เช่นนี้”?

ในที่นี้นักวิจัยได้ศึกษาเรื่องของรูปร่างลึงค์ จึงเปรียบเทียบลักษณะภายนอกของลึงค์ระหว่างมนุษย์กับไพรเมท (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิง เอป และมนุษย์ผู้แปล) อื่นๆ พบว่า ลึงค์มนุษย์ที่มีความยาวเฉลี่ย ๕ ๖ นิ้ว เส้นรอบวงเฉลี่ย ๕ นิ้วนั้น แม้แต่กับชิมแปนซีที่เป็นญาติใกล้ชิดกับเรามากที่สุดในเชิงวิวัฒนาการ ก็ยังมีขนาดที่เล็กกว่าของมนุษย์ และยิ่งถ้าเปรียบเทียบโดยคำนวณเรื่องของขนาดลำตัวและน้ำหนักเข้าไปด้วยแล้ว ขนาดลึงค์ของชิมแปนซีก็เล็กกว่าของมนุษย์ครึ่งหนึ่ง

นอกเหนือไปกว่านั้น ลึงค์ของมนุษย์ยังมีลักษณะอีกอย่างที่ญาติใกล้ชิดของเราไม่มี นั่นคือ บริเวณคอลึงค์ ซึ่งเป็นส่วนที่หัว (glans) มาเชื่อมกับลำลึงค์ (shaft) มีลักษณะคล้ายร่มเห็ด และมีเส้นสองสลึง (frenulum) คอยยึดอยู่ บริเวณคอลึงค์นั้นจะมีลักษณะเป็นสันหยักและแผ่กว้างออกไปรอบวง ทำให้บริเวณนี้มีเส้นรอบวงที่ใหญ่กว่าลำลึงค์ ลักษณะพิเศษที่พบได้แต่ในมนุษย์นี้ ทำให้นักจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการกลุ่มนี้เชื่อว่า ลักษณะพิเศษนี้น่าจะมีบทบาทสำคัญในเชิงวิวัฒนาการของมนุษย์

เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้ใช้เทคนิคการฉายภาพสั่นพ้องแม่เหล็ก (magnetic resonance imaging: MRI) ถ่ายภาพลักษณะการวางตัวของลึงค์ในช่องคลอดในขณะที่กำลังสอดใส่ พบว่าลึงค์จะขยายตัวและกินพื้นทั้งหมดของช่องคลอด และในบางท่วงท่า (เช่น ท่ามิชชันนารีผู้แปล) ลึงค์จะสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกที่สุด จนชนปากมดลูกเลยทีเดียว และยังมีการศึกษาอีกชิ้นเกี่ยวกับการหลั่งน้ำกาม พบว่าผู้ชายจะสามารถขับน้ำกามออกมาได้ไกลถึง ๒ ฟุต ซึ่งต้องใช้แรงขับมหาศาล หากรวมผลการทดลอง ๒ ชิ้นเข้าด้วยกัน จะสรุปได้ผู้ชายถูกออกแบบมาเพื่อการหลั่งน้ำกามในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

และในปีค.ศ. ๒๐๐๔ คณะวิจัยคณะนี้ได้ตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมอีกว่า ขนาดและรูปร่างของลึงค์นอกจากจะมีเพื่อการหลั่งน้ำกามอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถชะน้ำกามของผู้ชายคนก่อนหน้าที่หลั่งอยู่ในช่องคลอดไม่ให้ตกค้างอยู่ในช่องคลอดได้อีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเป็นพ่อของลูกที่จะเกิดมานั่นเอง

คณะวิจัยได้ทดลองสมมติฐานนี้โดยอาศัยช่องคลอดเทียม น้ำกามเทียม และลึงค์เทียม ๓ อัน ลึงค์ทั้ง ๓ มีความยาวเท่ากัน ต่างกันที่ขนาดของสันหยักรอบคอ โดยมีความยาวเส้นรอบวงที่เกินมาจากลำลึงค์ ๐.๒, ๐.๑๒, และ ๐ นิ้ว (เป็นกลุ่มควบคุม คือไม่มีสันหยักรอบคอ) ตามลำดับ คณะวิจัยได้ใส่น้ำกามเทียมลงไปในช่องคลอดเทียม และใช้ลึงค์เทียมสอดใส่เข้าไป จากนั้นวัดปริมาณของน้ำกามที่เหลือภายในช่องคลอด ผลการทดลองเป็นตามที่คาด คือ ลึงค์เทียมที่มีสันหยักรอบคอสามารถชะล้างน้ำกามที่ตกค้างอยู่ออกมาได้มากกว่าลึงค์เทียมที่ไม่มีสันหยักรอบคออย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น คณะวิจัยได้พิสูจน์ความลึกของการสอดใส่ต่อประสิทธิภาพของการชะน้ำกาม พบว่ายิ่งสอดใส่ลึงค์เทียมเข้าไปมากเท่าไหร่ ยิ่งชะน้ำกามออกมาได้มากเท่านั้น

การวิจัยระยะที่สอง คณะวิจัยได้ใช้แบบสอบถามพฤติกรรมของการมีเพศสัมพันธ์และการสอดใส่ในวัยรุ่นที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย พบว่า วัยรุ่น (ทั้ง ๒ เพศ) ที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง เพศชายจะสอดใส่ลึกกว่า และด้วยจังหวะที่เร็วกว่า และคู่ครองที่ต้องแยกจากกันไปสักพักแล้วมาพบกันใหม่ จะมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงและเร่าร้อนมากกว่าคู่ครองที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยกันบ่อยๆ ผลของการตอบแบบสอบถามสามารถอุปมาและสรุปได้ว่า ด้วยความกลัวว่าคู่ครองของตนจะไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นในขณะที่ตนไม่ได้อยู่เฝ้า เมื่อกลับมาและมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครอง จึงใช้ลึงค์ในฐานะเครื่องมือชะน้ำกามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปรกติ (ไม่ว่าจะด้วยจิตใต้สำนึก หรือจิตเหนือสำนึก)

นอกจากนี้ ผู้ชายทุกคนทราบดีว่าหลังจากหลั่งน้ำกามไปแล้ว กลไกทางสรีรวิทยาจะป้องกันไม่ให้ลึงค์กลับมาแข็งตัวใหม่ และการถึงจุดสุดยอดก็ช่วยทำให้หลับสบาย เหตุผลที่ธรรมชาติสรรค์สร้างผู้ชายให้ออกมาเป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะไม่ต้องการให้มีเพศสัมพันธ์และเกิดการสอดใส่อีกครั้งโดยเร็ว ซึ่งคือการกวาดเอาน้ำกามของตนออกมานั่นเอง

จะเป็นไปได้ไหมที่ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์ด้วยอสุจิของผู้ชายที่เธอไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วย? แน่นอนว่าเป็นไปได้ ด้วยสถานการณ์จำลองต่อไปนี้

กล้าไปมีอะไรกับแก้วหลังจากที่เธอเพิ่งไปมีอะไรกับดำ น้ำกามของดำก็จะติดมากับลึงค์ของกล้าที่สอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของแก้ว และถ้ากล้ายังไม่ได้ขริบหนังหุ้มปลายออก น้ำกามของดำจะถูกเก็บไว้ภายใต้หนังหุ้มปลาย จากนั้นกล้าก็ไปมีอะไรอีกครั้งกับหญิง ทำให้น้ำกามของดำมีโอกาสส่งผ่านเข้าไปในช่องคลอดของหญิงด้วย...

และแล้วหญิงก็ตั้งท้องด้วยอสุจิของดำ

---

แปลและเรียบเรียงจาก “Secrets of the Phallus: Why Is the Penis Shaped Like That?” นิตยสาร Scientific American เดือนเมษายน ๒๕๕๒

เข้าถึงออนไลน์ได้จาก http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=secrets-of-the-phallus

31 สิงหาคม, 2552

พบสาเหตุของปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย

ปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย (colony collapse disorder: CCD) คือปรากฏการณ์การหายไปของผึ้งตัวเต็มวัยเกือบทั้งรัง ทิ้งผึ้งราชินีและผึ้งที่ยังไม่โตเต็มวัยที่ต้องการอาหารและการดูแลไว้เพียงลำพัง ความผิดปกตินี้ถูกพบครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. ๒๐๐๖ ในสหรัฐอเมริกา และผึ้งมากกว่า ๒ ใน ๓ ของสหรัฐอเมริกาก็หายไปภายใน ๒ ปี นอกจากนี้ยังพบปรากฏการณ์นี้ในยุโรปตะวันตกและไต้หวันอีกด้วย ผึ้งเป็นผู้ถ่ายละอองเรณู (pollinator) ที่สำคัญซึ่งจะช่วยถ่ายละอองเรณู และทำให้ผลไม้ต่างๆ ติดผล ผึ้งมีส่วนสำคัญในระบบเกษตรกรรมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง ๑๔ พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ ล่าสุด นักวิจัยด้านกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสาร “Proceedings of the National Academy of Sciences” (PNAS) ซึ่งเปิดเผยสาเหตุของ CCD จากการศึกษาชีววิทยาระดับโมเลกุลของผึ้ง ผลการศึกษาชี้ชัดว่า ผึ้งที่ตายจาก CCD มีไรโบโซม (ribosome) ที่ผิดปกติไปจากผึ้งปกติ

นักวิจัยได้ใช้เทคนิคไมโครแอเรย์ (microarray) ที่สามารถเปรียบเทียบการแสดงออกของยีนได้คราวละมากๆ เปรียบเทียบการแสดงออกของยีนทั้งจีโนม (genome) ซึ่งสกัดจากเซลล์บริเวณทางเดินอาหารระหว่างผึ้งปกติและผึ้งที่ตายจาก CCD ไม่พบการแสดงออกของยีนที่ตอบสนองต่อยาฆ่าแมลงและยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน แต่กลับพบว่า ไรโบโซมของผึ้งที่ตายจาก CCD แตกหักเสียหายมากกว่าผึ้งปกติอย่างมีนัยสำคัญ

ไรโบโซมเป็นสารชีวโมเลกุลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการสังเคราะห์โปรตีนภายในเซลล์ ผึ้งที่ไรโบโซมเสียหายและใช้งานไม่ได้ จะไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนเพื่อตอบสนองเพื่อต่อต้านยาฆ่าแมลง การติดเชื้อจุลชีพต่างๆ ภาวะขาดอาหาร และความเครียดอื่นๆ จนนำไปสู่การตายในที่สุด

สาเหตุของการแตกหักของไรโบโซมดังกล่าว คือไวรัสที่มีชื่อว่า Picorna-like Virus (ชื่อตั้งมาจากคำว่า “pico-” ซึ่งหมายถึง “เล็กๆ” กับคำว่า RNA ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ได้จากการถอดรหัสสารพันธุกรรม) ซึ่งจะขโมยไรโบโซมและสารชีวโมเลกุลอื่นๆ ของเจ้าบ้าน (host) ไปใช้ในการผลิตโปรตีนสำหรับการจำลองและแพร่กระจายพันธุ์ของตัวเอง และถ้าผึ้งตัวใดติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ไรโบโซมของมันจะทำหน้าที่ไม่ไหว และแตกหักเสียหายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถหาสาเหตุของการติดเชื้อไวรัสได้

---

แปลและเรียบเรียงจาก:-

http://www.ens-newswire.com/ens/aug2009/2009-08-25-093.asp

http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8219202.stm

27 สิงหาคม, 2552

ภาวะซึมเศร้า: โรคร้ายหรือการปรับตัว

ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับคนบางคน จิตแพทย์และนักจิตวิทยามองมันว่าเป็นภาวะที่ส่งผลร้าย แน่นอนว่าภาวะซึมเศร้าสำหรับบางคนอาจทำให้เบื่ออาหาร แยกตัวออกจากสังคม อารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ไม่มีสมาธิและไม่สามารถจดจ่อต่อเนื่องในหน้าที่การงานและวิถีชีวิตตามปกติ และบางคนก็รุนแรงจนถึงขั้นต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือตนเอง คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติที่เกิดจากภาวะซึมเศร้าสักครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าภาวะซึมเศร้าเป็นภาวะที่ส่งผลร้ายตามที่กล่ามาข้างต้น การคัดเลือกตามธรรมชาติก็ควรจะทำให้สมองเราทนทานต่อภาวะนี้ได้ แต่เหตุไฉนรูปการณ์กลับตรงกันข้าม?

หรือภาวะซึมเศร้าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากเรามีอายุมากขึ้น? - ก็ไม่น่าจริง เพราะทั้งเด็กทั้งวัยรุ่นต่างมีประสบการณ์ต่อภาวะนี้ทั้งสิ้น

หรือภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะความศิวิไลซ์? - ก็ไม่น่าใช่อีก เพราะจากการศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองในปารากวัยและแอฟริกาใต้ ซึ่งอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่บรรพบุรุษเราวิวัฒนาการกันมา ก็พบว่ายังคงประสบกับภาวะนี้

หรือภาวะซึมเศร้าอาจไม่ใ้ช่ภาวะที่ไร้ประโยชน์ แต่กลับมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต?

นักวิจัยประสาทศาสตร์ระดับโมเลกุลได้ศึกษาหน้าที่ของโปรตีน 5HT1a ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณในรูปแบบของสารเคมีในสมองที่ชื่อเซโรโทนิน พบว่าหนูทดลองที่ไม่มีโปรตีนนี้ในสมองตอบสนองต่อความเครียดน้อยลง ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของอาการซึมเศร้าที่ลดลงนั่นเอง และเมื่อได้เปรียบเทียบส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้โปรตีนนี้ทำงานได้ระหว่างหนูทดลองกับมนุษย์ พบว่ามีความเหมือนกัน ๙๙% แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติได้คัดเลือกให้โปรตีนนี้ยังคงทำหน้าที่ในการกระตุ้นภาวะซึมเศร้า

แล้วประโยชน์ของภาวะซึมเศร้าล่ะ? แน่นอนว่าคนที่มีภาวะซึมเศร้าจะเคร่งเครียดและคิดจดจ่ออยู่แค่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าการ "หมักบ่ม" (rumination - รากศัพท์เดียวกับคำว่า ruminant ที่หมายถึง "สัตว์เคี้ยงเอื้อง" ซึ่งจะได้สารอาหารที่ต้องการจากการมหักบ่มอาหารในกระเพาะ) นักวิจัยหลายคณะยังพบว่า ภาวะซึมเศร้าส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของสมอง โดยในช่วงของการวิเคราัะห์ ปัญหาที่ซับซ้อนจะถูกแยกย่อยออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ แล้วค่อยๆ ถูกนำมาพิจารณาทีละชิ้นๆ ซึ่งแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพ และให้ผลที่น่าพึงใจมากกว่าการตัดสินใจอย่างลวกๆ คำอธิบายนี้ถูกยืนยันด้วยคะแนนของแบบทดสอบอัจฉริยะภาพของบุคคลสองกลุ่ม พบว่า กลุ่มบุคคลที่มีภาวะซึมเศร้าระหว่างทำแบบทดสอบจะได้คะแนนดีกว่าในข้อที่มีความซับซ้อน

เราทุกคนต่างรู้ดีว่า ตอนลงมือทำข้อสอบที่ยากๆ เราต้องใช้สมาธิมากขนาดไหน และการไม่ถูกรบกวนก็เป็นสิ่งจำเป็น

จากการศึกษาพบว่า เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่มีชื่อว่า Ventrolateral prefrontal cortex (VLPFC) จะต้องถูกกระตุ้น และเกิดศักย์กิริยา (action potential - คำไทยคำนี้ ถ้าไม่ีมีภาษาอังกฤษกำกับ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่มีใครรู้ว่ามันหมายถึง action potential) ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้พลังงานมาก เหมือนรถยนต์เวลาเร่งเครื่องที่กินน้ำมันมากกว่าปกติ ซึ่งถ้าพลังงานไม่เพียงพอก็จะเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายได้ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า โปรตีน 5HT1a หลังจากที่ได้รับการกระตุ้นจากเซโรโทนินแล้ว มันจะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวป้อนเชื้อเพลิง ทำให้เซลล์ประสาทใน VLPFC ทำงานได้ตามปกติ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโปรตีน 5HT1a จึงสำคัญและถูกอนุรักษ์ไว้ในสายวิวัฒนาการ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกๆ อย่างก็ดูจะเข้าเค้า อาการที่เกิดจากภาวะซึมเศร้าแท้จริงแล้วช่วยให้เราไม่ถูกรบกวนได้โดยง่าย การแยกตัวออกมาจากสังคมทำให้เราได้มีโอกาสคิดวิเคราัห์ปัญหาคนเดียวเงียบๆ ในขณะที่คนรอบข้างกำลังให้ความสนใจในเืรื่องอื่น การเบื่ออาหารทำให้เราไม่ได้เคี้ยวและใช้ปากมากนัก ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าการเคี้ยวจะไปรบกวนกระบวนการการคิดของสมอง หรือแม้กระทั่งการด้อยสมรรถภาพทางเพศในช่วงที่ซึมเศร้า ก็ทำให้บุคคลผู้นั้นไม่ถูกเบี่ยงเบนไปจากปัญหาที่กำลังวิเคราะห์อยู่


แล้วภาวะซึมเศร้าช่วยทำให้คิดวิเคราะห์ปัญหาได้จริงๆ หรือ? ถ้าภาวะซึมเศร้าส่งผลไม่ดีต่อการแก้ปัญหาจริง กิจกรรมที่ส่งเสริมการหมักบ่ม อย่างเช่นการให้เขียนแสดงความคิดความรู้สึกในช่วงนั้นๆ ออกมา น่าจะทำให้้เราคิดวิเคราัะห์ปัญหาได้ช้าลงกว่าเดิม แต่จากการศึกษาหลายๆ ชิ้นให้ผลตรงกันข้าม การเขียนระบายความรู้สึกออกมาทำให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าจะเข้าถึงปัญหาได้มากกว่า หลักฐานอีกกลุ่มแสดงให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าช่วยทำให้เราแก้ปัญหาทางสังคมที่ตัดสินใจลำบากได้ เช่นภรรยาที่มีลูกกับสามีแล้วไปพบว่าสามีมีชู้ จะทำอย่างไรระหว่างแกล้งทำเป็นไม่สนใจ หรือบังคับให้สามีเลือกระหว่างเธอกับชู้ (ซึ่งแน่นอน...เสี่ยงต่อการถูกทิ้ง) การทดลองบ่งชี้ว่า บุคคลที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าเมื่อเจอปัญหาเช่นนี้จะวิเคราัะห์ปัญหาได้ดีกว่า เพราะจะคำนึงถึงผลดีผลเสียจากตัวเลือกที่มีอยู่ มากกว่าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

เมื่อผลสรุปออกมาเป็นเช่นนี้ การบำบัดบุคคลที่มีภาวะซึมเศร้าควรทำอย่างไร? เมื่อพบว่าภาวะซึมเศร้ามีผลบวกต่อการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน การบำบัดควรส่งเสริมให้มีการหมักบ่มปัญหาไปในทางที่ถูกที่ควร รวมถึงเข้าไปช่วยตัดสินใจ หรือชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหา มากกว่าให้ยา หรือให้การบำบัดที่ไปยับยั้งภาวะซึมเศร้า

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่อาการผิดปกติของสมอง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่กลับเป็นกลไกที่ได้ถูกคัดเลือกไว้ให้ทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจง


---

แปลและเรียบเรียงจาก Depression's Evolutionary Roots โดย Paul W. Andrews และ J. Anderson Thomson, Jr. จากนิตยสาร Scientific American

เข้าถึงได้จาก: http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=depressions-evolutionary&page=3

09 สิงหาคม, 2552

Intimacy | Intercourse

ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ตอนนี้อายุ 22 แ้ล้ว และช่วงนี้ก็เจอญาติๆ บ่อยๆ
ก็เจอคำถามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตอีก Phase นึงเข้ามาบ่อยๆ

เช่นเรื่องว่า จะแต่่งงานเมื่อไหร่ มีแฟนรึยัง ฯลฯ

แล้วก็เคยโดนถามพร้อมๆ กับเอก โดยพริก ว่า คิดจะแต่งงานกันมั้ย แต่งตอนอายุเท่าไหร่ ทำไมถึงอยากแต่ง

แล้วก็ได้ฟังน้องในภาคคนหนึ่งพูดเรื่องความรักของตัวเองให้ฟัง ซึ่งเป็นการพูดคุยที่เปลือย สด และเปราะบางมาก (ชุดคำพวกนี้ติดมาจากสังฆะที่เราเป็นส่วนหนึ่งอยู่)
ในขณะที่เราเองก็ยังไม่มีโอกาสได้เปราะบางกับเธอเท่าไหร่

ก็...อืม...ช่วงนี้ก็คิดบ่อยขึ้น (แต่ก็ไม่ได้บ่อยมากเท่า "วันนี้จะกินอะไรดี") นะ เกี่ยวกับภาะวะการมีความสัมพันธ์ หรือการสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ซึ่งจะพัฒนาไปเป็น "คู่ชีวิต" และ "เพื่อนชีวิต" ได้ในบั้นปลายชีวิต

ก็...ก็ยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานจริงๆ นั่นแหละ
เพราะแค่มีแฟนยังไม่เคยมีเลย

เพราะแค่ลงมือจีบยังไม่เคย (กล้า) คิดเลย

ไม่รู้ว่าคนที่มีภาวะอ้วนคนอื่นๆ จะคิดเหมือนกันป่าว
แต่จากการได้คุยกับน้องคนนึง ซึ่งรูปร่างถูกจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกัน คือไม่ใช่พวกที่เรียกว่า "หุ่นดี" "รูปร่างดี" หรือ "หน้าตาดี"
ก็พบถึงความเป็นชนกลุ่มน้อย (Minority) เหมือนๆ กัน

คือมันไม่กล้าน่ะ
ขืนลงมือจีบไป มีแต่จะผิดหวังเอาได้น่ะสิ

และรวมไปถึงการคิดว่า ไม่กล้าคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ จะได้รับความสำคัญ และการเข้าไปอยู่ในใจ ในส่วนหนึ่งของคนด้วย

ก็เป็นที่มาที่ไปว่า ทำไมเราถึงซึ้งใจกับเรื่องบางเรื่องที่อาจจะดูเล็กๆ น้อยๆ มากมายนัก

อะ...เผลอนอกเรื่องไปถึง Minority ซะแล้ว

มาเข้าสู่คำที่สองชื่อบล็อกนี้เลยดีกว่า
ไม่มีไรมาก คือคำนี้โผล่ขึ้นมาตอนที่คิดถึงการมีคู่ และการแต่งงานน่ะ

โดยเฉพาะตอนที่พริกถามน่ะ...
"ส่วนหนึ่งของการอยากแต่งงานคือ อยาก Intercourse ครั้งแรกกับคนที่เรารักจริงๆ" (และเร็วๆ ด้วย (Masturbate คนเดียวจนเบื่อแล้ว))
"อยากทำให้เธอมีความสุข สุขหลายๆ ครั้งในหนึ่งคืนเลยด้วย"
ก็อยากตอบพริกไปอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้บอก :p

ส่วนหนึ่งก็อยากมี Intimacy กับใครสักคนที่แทบจะเรียกได้ว่า สนิทที่สุดในชีวิต จนถึงขั้นที่จะ Intercourse กันได้น่ะ

...ไม่รู้จะบ่นอะไรต่อละ 555+

ฟุ้งซ่านเนาะ ไปนอนละดีกว่า

02 สิงหาคม, 2552

Happy Friendship Day

เพิ่งรู้ว่าวันนี้เป็นวันมิตรภาพ (Friendship Day)

ก็จะขออุทิศพื้นที่ส่วนหนึ่งของบล็อกนี้ให้กับมิตรภาพ

ก็...ความรู้สึก "ซึ้งใจ" ที่เกิดขึ้นล่าสุดในชีวิต มีต้นเหตุจากเมล์ที่ Copy มาให้ได้อ่านกัน

ต้นเหตุของเมล์นี้ เนื่องมาจากการชวนไปเข้าร่วมชั้นเรียนวิชา Biopsychology ของนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิชานี้ นนท์ (เพื่อนนุ้ก ที่ตอนหลังกลายมาเป็นเพื่อนผมด้วยอีกคน) ได้รับโอกาสจากอ.น้อง (ผู้รับผิดชอบรายวิชา) ให้เข้ามาจัดการเรียนการสอน 2 คาบ คาบละ 4 ชั่วโมง
นนท์ชวนนุ้กไปพูดเรื่องงานวิจัยที่ได้ไปทำมาที่ Queensland Brain Institute, University of Queensland, Australia เป็นเวลา 3 เดือนในคาบแรก
แล้วนุ้กก็ชวนผมเข้าไปฟังด้วย

เช้าตรู่ของวันที่ 14 ก.ค. ระหว่างการเดินทางบนรถไฟฟ้า ผมจำได้ดีว่านุ้กก็ออกปากชวนให้ผมได้มีโอกาสไปสอนนิสิตด้วย
ทำให้วันที่ 21 ก.ค. ผมก็จำต้องเดินทางไปจุฬาฯ อีกครั้ง

15 ก.ค. ผมมีสอบครั้งที่ 1 ของวิชา SCID502 Cell Science
การสอบผ่านพ้นไป
การสอนก็ผ่านพ้นไป

คะแนนสอบส่วนหนึ่งที่ประกาศออกมา ไม่สู้ดีนัก (เมื่อเทียบกับผลการเรียนตอนปี 3-4)
ผมอัพเดทชีวิตตัวเอง ความรู้สึกของตัวเอง ผ่าน Twitter ตามปกติ ตามนี้:

คะแนนวิชา Cell Science ส่วนหนึ่งออกมาแล้ว...ช็อกเล็กน้อย...อืม นี่เราเรียนไม่ไหวเหรอ?

กลางดึกวันต่อมา ผมได้รับเมล์นี้ และตอบกลับเมล์นี้ และเป็นที่มาของความ "ซึ้งใจ" ล่าสุดในชีวิตผม

GmailSupakij Patthanapitoon

Halley
4 messages
Teerut Piriyapunyaporn 29 July 2009 21:49
To: Halley
Yo!
คะแนน cell science เปนไงบ้างอ่ะ..
แอบเป็นห่วงเพราะชวนโดดไปสอนตั้ง ๒ ครั้ง

นุ้ก :-)

--
Teerut Piriyapunyaporn, Undergraduate
Department of Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Rama VI Rd. Rachathewi, Bangkok 10400 Thailand

Halley 29 July 2009 21:51
To: Teerut Piriyapunyaporn
ออน Gmail Talk จะคุยกันง่ายกว่ามั้ยอะ - -"

Halley

2009/7/29 Teerut Piriyapunyaporn <nooock@gmail.com>
[Quoted text hidden]



--
Supakij Patthanapitoon
Ph.D. student in Molecular Medicine
Faculty of Science, Mahidol University
272, Rama VI Rd. Rachathewi, Bangkok 10400 Thailand


Teerut Piriyapunyaporn 29 July 2009 22:05
To: Halley
ออนไม่สะดวกอ่ะ เนตไม่แรง
[Quoted text hidden]
--
[Quoted text hidden]

Halley 29 July 2009 22:50
To: Teerut Piriyapunyaporn
ปฐมลิขิต - เราเริ่มพิมพ์เมล์นี้ตอนประมาณ 4 ทุ่ม...

ตอบผ่านทางนี้ก็ล่าย

คะแนน Cell Science ก็เป็นคะแนน Cell Science
อ๊ะ กวนตรีนไปมั้ย

คะแนนที่ออกมาก็เป็นในส่วนที่สอบไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ซึ่งก็ออกมาแค่ในส่วนของอาจารย์ที่สอน 3 ท่าน (จากทั้งหมด 6 ท่านในครึ่งแรกของคอร์ส)
- Molecular Trafficking ได้ 15 จาก 20 (mean = 12.7)
- Membrane and Its Regulatory Function: Membrane Potential and Transport ได้ 13 จาก 20 (mean = 12.0)
- Cell Interaction and Communication ได้ 18 จาก 20 (mean = 13.4)

จะเห็นว่าที่ร้ายแรงหน่อยคือสองส่วนแรก ซึ่งเป็นอัตนัย
คะแนนส่วนที่สองนี่...วันนี้ไปถามมะเหมี่ยวมา มะเหมี่ยวเองก็ตกมีนไป 1 คะแนน!
พริกได้เกินมีนมา 2 คะแนน!
ก็...ไม่รู้สิ อาจารย์นทีทิพย์ตรวจข้อสอบโหดมั้ง...ทั้งๆ ที่้ข้อสอบก็ไม่ได้ยากนะ เราว่าเราก็ทำได้หมด - -" (ตัวอย่างข้อสอบก็อธิบายว่าในช่วงที่เกิด Action potential พวก Ion channels มันเปิด ปิด ยังไง มีผลต่อ Membrane potential ยังไง แล้วก็ให้อธิบายว่า Refractory period เกิดจากอะไร ซึ่งเราอธิบายละเอียดกว่าที่อาจารย์สอนในห้องอีกนะ - -")

ส่วนที่ 3 ที่ได้ 18 คะแนนเพราะเป็นปรนัย จำเอาล้วนๆ~

100% ของคะแนนวิชานี้ นอกจากสอบแล้วยังมีได้มาจาก Conference และการเข้าฟัง Special Lecture อีก

ส่วนเรื่องไปจุฬาฯ...เราไปครั้งแรกวันที่ 14 ซึ่งเป็นวันที่เค้าหยุดให้อ่านหนังสืออยู่แล้ว
ครั้งที่สองก็วันที่ 21 ซึ่งชนกับเรื่อง Cell-microbe interaction กับ Immune response (สอบวันที่ 3 สิงหานี้) ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรอะ สองเรื่องนี้ ขำๆ (ขำออกหรือขำไม่ออก เดี๋ยวก็รู้กัน :p)


ก็...ขอบคุณมากเลยที่เป็นห่วง
เราไม่เป็นอะไรมากหรอก แรกๆ พอเห็นคะแนนก็ช็อกไปตามประสา ช่วง 2 ปีหลังของชีวิตมันได้คะแนนเยอะๆ มาซะจนเคยตัวอะ พอมาเจอคะแนนเกาะมีนอีกครั้งนึงก็ตกใจ
แต่พอได้สติก็ไม่เป็นไร มันก็คงมีที่มาที่ไปสักอย่าง หรือหลายอย่างแหละที่ทำให้ได้คะแนนเท่านี้ การไปจุฬาฯ ครั้งสองครั้งไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เราคะแนนต่ำขนาดนี้

กลับกัน เรารู้สึกดีมากที่ได้ไปจุฬาฯ และรู้สึกขอบคุณนุ้กกับนนมากที่ให้โอกาส ให้เราได้รู้จัก Neuroscience และโลกของจิตวิทยามากขึ้นไปอีกนิด แถมยังได้รู้จักกับอาจารย์น้อง ได้เปิดโลกของเราให้กว้างขึ้นไปอีก
แล้วก็ขอบคุณมากที่...ภาษาแลนด์มาร์กใช้คำว่า "แบ่งปัน" การสอนให้กับเรา ให้เราได้มีโอกาสสอนวิทยาศาสตร์ให้กับกลุ่มผู้เรียนที่มีทั้งคนที่สนใจและไม่สนใจวิทยาศาสตร์ปนๆ กันไป ซึ่งก็เป็นอะไรที่ท้าทายไปอีกแบบ และได้ออกจากพื้นที่คุ้นชิน ที่แต่เดิมได้แต่สอนในสิ่งที่อยู่ใน Campbell มาสอนเรื่องที่เราเองก็ไม่ได้มีความรู้มากมายนัก ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้นุ้กดึงออกมาทำอะไรๆ ที่ไม่เคยทำ

เราไม่เคยเสียใจที่ได้ไปจุฬาฯ
ได้คะแนน Cell Science ไม่ดี อย่างร้ายแรงที่สุดก็แค่ Regrade
แต่ถ้าไม่ได้ไปจุฬาฯ ก็คือไม่ได้ไปจุฬาฯ และเราคงนึกเสียใจถ้าไม่ได้ไปจุฬาฯ ไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ไม่ได้ฉกฉวยวันเวลาอันมีค่านี้เอาไว้

สำหรับเรา มันคงน่าเบื่อน่าดูที่จะต้องมานั่งอ่านหนังสือสอบในวันที่ 14 และนั่งเรียน Immune ในวันที่ 21
ไปเปิดโลก เปิดกะลาที่ครอบเราไว้ มันน่าสนุกกว่ากันเป็นไหนๆ :)

Halley

ป.ล.1 ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอบคุณอีกสองเรื่องได้มะ? ขอบคุณมากเลยที่กลับจากสุวรรณภูมิเป็นเพื่อนเรา (เมื่อวันที่ไปส่งนน) และนั่งรถตู้กลับจากเพชรบุรีเป็นเพื่อนเรา (เมื่อวันที่ไป Survey ค่ายรับน้อง) นุ้กอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเรา มันโคตรยิ่งใหญ่และมีความหมายมาก
ป.ล.2 ตอบยาวอีกละ - -"
ป.ล.3 คนเลือดกรุ๊ปบี: ถ้าให้พูดต่อหน้าจะติดๆ ขัดๆ แต่ถ้าให้เขียนจดหมายหรืออีเมล์จะซึ่งกินใจ
ป.ล.4 หวังว่าคงไม่ได้รออ่านเมล์นี้อยู่หรอกนะ ถ้ารออยู่ก็ขอโทษทีที่ทำให้นอนดึก - -

2009/7/29 Halley <supakijp@gmail.com>
[Quoted text hidden]
[Quoted text hidden]


ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง ขอบคุณที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่โดดเดี่ยว ไม่เหงาจนเกินไปนัก
ขอบคุณที่ทำให้ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอากาศธาตุ ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสารเนื้อเดียว (homogeneous) กับทุกคน
ขอบคุณที่ยอมรับในความเป็น "ฮัลเลย์" ได้
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกับเรา

และขอให้โลกนี้ จงเต็มไปด้วยมิตรภาพ

Halley
หมู่บ้านหลักสองนิเวศน์

08 พฤษภาคม, 2552

Trust

(คัดลอกจากบันทึกการเดินทางประจำวันที่ 7 พ.ค. 2552)

วันนี้ติวเสร็จปุ๊ป เพื่อนๆ จากภาคเดียวกัน ก็ออกไปกินข้าวทันที อื่ม...ไม่มีใครรอเราเลยแฮะ...อืม ก็ไม่ได้คิดอะไรนะ...เอ๊ะ แต่ถ้าไม่ได้คิดอไรแล้วจะเก็บมาเขียนทำไม

ก็ ก็แค่คิดว่า ถ้าตอนนี้เรามี Pen, Neu, Noock หรือวุฒิอยู่ ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็ได้เห็น และซึ้งน้ำใจในเพื่อนๆ มากขึ้น

และก็ดีใจนะ ที่วันนี้ถึงแม้จะอยู่คนเดียว แต่เราก็ยังอยู่ได้


04 พฤษภาคม, 2552

เคียงบ่าเคียงไหล่

คิลิกเห็นแบล็คสตาร์สีหน้าไม่ค่อยดี รีบเดินไปประคองไหล่ทันที

"เป็นอะไรไป แบล็คสตาร์ ไม่สมกับเป็นนายเลย"

"หนวกหูเฟ้ย!! หุบปากเถอะ ขอยืมไหล่หน่อย"

"เออ ก็มาเพื่อทำแบบนั้นแหละ"

จาก หนังสือการ์ตูน Soul Eater เล่มที่สิบ

...

ฉันจะมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อทำแบบนั้นแหละ